หน้าแรก
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
คอร์สโยคะ
บทความ
กระดานสนทนา
เพื่อนบ้านโยคะ
ผลิตภัณฑ์ของสถาบัน
ติดต่อเรา
จุลสารโยคะสารัตถะ
ข่าวสาร & กิจกรรม
สถิติเว็บไซต์
จำนวนหน้าที่ถูกเรียกชม: 840,729
จำนวนผู้เข้าชม: 117,122
ผู้เข้าชมที่ลงทะเบียนแล้ว: 476
จำนวนเนื้อหาภายในเว็บ: 165
เริ่มนับตั้งแต่: 2009-03-05 17:55
ปฎิทินกิจกรรม
«
February
»
SU
MO
TU
WE
TH
FR
SA
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
รับจุลสารโยคะสารัตถะ
กรอกอีเมล์เพื่อขอรับจุลสาร
Delivered by
FeedBurner
ล็อกอิน
ชื่อผู้ใช้:
*
รหัสผ่าน:
*
สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่
ลืมรหัสผ่าน
thaiyogainstitute
on Facebook
จุลสาร มิถุนายน 2552
อ่านเอกสารออนไลน์บนเว็บ
ดาวน์โหลดเอกสารเป็นไฟล์ .PDF
Enable JavaScript in your browser to view this document as it was initially formatted.
จดหมายข่าว
วิถีชีวต เพื่อสุขภาวะ ิ
www.thaiyogainstitute.com
ฉบับเดือน มิถุนายน 2552
คุยกันก่อน ปฏิทินกิจกรรม โยคะวิถี เรื่องประจำาฉบับ ชีวิตกับความตาย จิตสิกขา ตำาราโยคะดั้งเดิม จดหมายจากเพื่อนครู (1) จดหมายจากเพื่อนครู (2)
2 2 3 5 5 7 8 11 15
จด หม าย ข่า ว โย คะ สาร ัต ถะ วิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะ ที่ป รึ กษ า แก้ว วิฑูรย์เธียร ธีรเดช อุทัยวิทยรัตน์ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภรมย์ศานติ์ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ิ กองบ รร ณา ธิก าร กวี คงภักดีพงษ์ กุลธิดา แซ่ตั้ง จิรวรรณ ตั้งจิตเมธี ณภัทร วัฒนะวงศี ณัตฐิยา ปิย มหันต์ ณัฏฐ์วรดี ศิริกุลภัทรศรี ธัญยธรณ์ อรัณย์ชลาลัย พรจันทร์ จันทนไพรวัน วรรณวิภา มาลัยนวล วีระพงษ์ ไกรวิทย์ ศันสนีย์ นิรามิษ อมรรัตน์ อัศวนนท์วิวัฒน์
สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
201 ซอยรามคำาแหง 36/1 บางกะปิ กทม.10240 โทรศัพท์ 02 732 2016-7, 081 407 7744 โทรสาร 02 732 2811 อีเมล์ yogasaratta@yahoo.co.th เว็บไซท์ www.thaiyogainstitute.com
สิ่ งตี พิ มพ ์
18578895.doc 1
สวัสดีทุกๆ คน เผลอแป๊บเดียว ก็เข้าเดือนมิถุนายน จะครึ่งปีไปแล้ว โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว ฝนตกแล้ว ก็เหลือพียง รอลุ้นนำ้าท่วม ก็ครบสูตร ฉบับนี้ เราถอดคอลัมน์ “ปุจฉา-วิสัชนา” ออก เพราะเพื่อนๆ ผู้อ่านไม่ตอบอะไรกันมาบ้างเลย มีแต่พวกเราตอบกันเอง เงียบจริงๆ ไม่รู้ว่าเงียบเพราะไม่ได้อ่าน เงียบเพราะไม่ใช่ประเด็นที่อยากจะแลกปลี่ยน หรือ เงียบเพราะมัวแต่ยุ่งกับภาระชีวิต นี่ยังดีนะ ที่เพื่อนๆ ก็ยังสมัคร ก็ยังต่ออายุสมาชิกกันเข้ามา ให้เราอุ่นใจว่ายังมีคนอ่าน แม้เศรษฐกิจจะยังคงซึมๆ เซื่องๆ แต่งานเผยแพร่โยคะก็ยังดำาเนินต่อไปอย่างราบรื่น เพื่อนครูเราก็ยังออกไปเดลิเวอรี่ กันตามองค์กร หน่วยงานต่างๆ ตามปกติ ช่วงเปิดเทอมนี้ บางโรงเรียนได้รู้จักโยคะของสถาบันฯ ก็เริ่มติดต่อคุยรายละเอียด กัน ในการที่จะนำาโยคะเข้าไปเป็นกิจกรรมให้กับนักเรียน เพื่อนครูอีกส่วนนึงก็ได้เปิดศูนย์โยคะของตัวเองตามความใฝ่ฝัน รวม ทั้งทางคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเพิ่งจัดอบรมครูโยคะไป ก็ไฟแรง มีการส่งเสริมให้ครูที่เข้ารับการ อบรม ไปทำางานวิจัยเกี่ยวกับโยคะกันอย่างเอิกเกริก นอกจากการพัฒนาครูโยคะแล้ว ภารกิจอีกประการของสถาบันฯ ก็คือการจัดการองค์ความรู้โยคะ ซึ่งมีความสำาคัญ เป็นอย่างยิ่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำาวิจัย การถอดประสบการณ์ให้เป็นรูปขององค์ความรู้ หรือ การแปลตำาราต่าง ประเทศ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นงานที่อยากเชิญชวนพวกเรามาร่วมให้ความสำาคัญ และ ช่วยกันพัฒนา ใครสนใจ เชิญติดต่อสถาบันฯ เพื่อจะได้หารือกันต่อไป
งานประชุมเครือข่าย สถาบันโยคะวิชาการ ‘ความรู้ มิตรภาพ และวิถีแห่งโยคะ’ งานที่จัดขึ้นเพื่อรวมพี่น้อง ในเครือข่ายครูโยคะของสถาบันฯ ทุกรุ่น ทุกจังหวัด ไว้ด้วยกัน พบกับการบรรยายความรู้ วิชาการโดย ครูฮิโรชิ ครูฮิเดโกะ ไอคาตะ กิจกรรมเพื่อพัฒนาเครือข่ายภูมิภาค การบรรยายและเสวนา ในหัวข้อต่างๆ สำาหรับ ครูโยคะเพื่อนำาไปต่อยอดพัฒนาตนและพัฒนาการสอน งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ - อาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2552 ณ สถาบันวิชาการ TOT ซ.งามวงศ์วาน 17 ค่าลง ทะเบียนสองวัน 1,500 บาท (สำาหรับเพื่อนครูที่มาจากต่างจังหวัด มีบริการห้องพัก คืนละ 750 บ./พักได้2 คน ) เตรียมพบกับ มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6 วันที่ 2 – 6 กันยายน 2552 ณ Hall 7 – 8 ศูนย์การประชุมและ แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี งานนี้ สถาบันฯ ไปร่วมเผยแพร่โยคะ โดยมีการอบรม 1) โยคะเพื่อส่งเสริมสุขภาพกายใจ อย่างเป็นองค์รวม 2) ลมหายใจเพื่อการคลายเครียด และที่พิเศษ ในปีนี้ นอกจากการเผยแพร่ให้คนได้เข้าใจ และ ฝึกโยคะพื้น ฐานกันแล้ว เรากำาหนดที่จะจัดบรรยายโยคะเรื่อง “โยคะประยุกต์: เครื่องมือสำาหรับบุคลากรทางด้านสาธารณสุข” 1 คาบ โดย หวังให้ผู้ที่สนใจโยคะจริงจัง มาฟัง เพื่อเพิ่มพูนความรู้โยคะให้ลึกลง สถาบันโยคะวิชาการ ร่วมกับ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จัดอบรม หลักสูตรครูโยคะระยะยาว 230 ชม. รุนที่ 9 ประจำาปี 2552 โดยครูฮิโรชิ - ฮิเดโกะ ไอคาตะ และทีมครู ่ ของสถาบันฯ ตังแต่วันที่ 17 กรกฎาคม – 8 พฤศจิกายน 2552 อบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เรียนสัปดาห์ละ 4 วัน เย็นวัน ้ จันทร์ พุธ พฤหัส เวลา 17.30 – 20.00 น. และวันเสาร์ เวลา 7.30 – 13.00 น. ค่าลงทะเบียน 27,000 บาท รับ 30 คน สอบถาม หรือสำารองที่นั่งที่ สถาบันโยคะวิชาการ โทร.02 732-2016-7 ในวันและเวลาราชการ หรือที่ machima@ymail.com วิชา จิตสิกขา ปี 2552 ของเดือนมิถุนายน จัดวันเสาร์ที่ 20 เวลา 7.30 – 12.30 น. ณ ห้อง 262 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวข้อเรื่อง “กิเลส” สอบถามเพิ่มเติมที่ สถาบันโยคะวิชาการ 02 732 - 2016-7 18578895.doc 2
ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ เกือบทั้งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมไปช่วยงานบำาบัดคนไข้ที่ดูไบตามคำาชวนของเพื่อนสนิทชาวอินเดียซึ่งเป็นหมอ อายุรเวทที่โยกย้ายตัวเองไปเป็นแพทย์ประจำาศูนย์สุขภาพที่นั่นมาหลายปี วันหนึ่งระหว่างกำาลังเตรียมลูกประคบเพื่อหมักนำ้ายาสำาหรับหยาดให้คนไข้ เพื่อนขอให้ผมแนะนำาการฝึกอาสนะให้ คนไข้ เพราะรู้ว่าผมเองก็มักแนะนำาการฝึกอาสนะให้คนไข้ในเมืองไทยอยู่เหมือนกัน “นายคิดว่าให้ฝึกสูรยนมัสการดีไหม” เพื่อนผมกึ่งถามกึ่งปรารภ จากข้อมูลเกี่ยวกับคนไข้ที่ผมทราบจากเพื่อน คนไข้คนนี้ไม่เคยฝึกอาสนะมาก่อน บวกกับข้อจำากัดทางร่างกายที่ผม รู้สกจากการนวดให้เธอ รวมทั้งซักถามจากเจ้าตัว ทำาให้ผมประเมินว่าสูรยนมัสการหรือท่าไหว้พระอาทิตย์ยังไม่น่าจะเหมาะกับ ึ คนไข้รายนี้ พูดตามจริงตอนที่ผมเริมฝึกอาสนะใหม่ๆ เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ผมก็เริมจากท่าไหว้พระอาทิตย์นี่แหละ โดยฝึกตามหลวง ่ ่ พี่ที่ผมเคารพรักดุจพี่ชายร่วมสายโลหิต เห็นท่านยกแขนเหยียดขาอย่างไรก็เลียนแบบทำาตามท่าน ผิดบ้างถูกบ้าง กว่าจะคุ้นชิน กับอาสนะที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของชุดท่าที่เรียกว่าสูรยนมัสการ ก็ต้องฝึกติดต่อกันอยู่หลายวัน กระทั่งเมื่อฝึกอย่างจริงจังและเกิดฉันทะอย่างลึกซึ้งในเรื่องอาสนะ จนตัดสินใจไปเรียนรู้กับครูที่อินเดีย ผมจึงค่อยๆ ตระหนักและประจักษ์ว่า การฝึกสูรยนมัสการมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เราต้องเคลื่อนไหว ร่างกายอย่างต่อเนื่อง จากท่วงท่าหนึ่งไปสู่ท่วงท่าต่อๆ ไปจนครบชุดของท่วงท่า เป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่มีทั้งการก้มเหยียดร่างกายด้านหลังสลับด้วยการแอ่นยืดร่างกายด้านหน้า มีการงอเข่า สลับกับการเหยียดขาจนตึง บางจังหวะก็ต้องเกร็งแขนเพื่อส่งแรงให้เหยียดยืดหลังได้มากขึ้น สรุปรวมความแล้ว การทำาท่าไหว้พระอาทิตย์เปิดโอกาสให้เราได้ใช้ร่างกายตั้งแต่กล้ามเนื้อ ข้อต่อ เส้นเอ็น – แทบทุก ส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นขา หลัง คอ แขน และลำาตัวด้านหน้า ทั้งยังเป็นการเหยียดยืดด้านหน้าและด้านหลังในหลายอิริยาบถ ตังแต่ยืน นอน และกลับศีรษะในระดับหนึ่ง (เช่น ใน ้ ท่ายืนก้มตัวและท่าสุนัขควำ่าหน้า) พูดอีกอย่างว่าสูรยนมัสการเกือบจะเป็นอาสนะแบบ all in one ดังที่อาสนะชนหลายท่านกล่าวว่า หากไม่มีเวลาฝึก อาสนะอย่างเต็มที่ อย่างน้อยก็ขอให้ฝึกสูรยนมัสการวันละ ๖ ถึง ๑๒ รอบ ก็เหมือนกับได้ฝึกอาสนะครบสูตรแล้ว ทว่าพร้อมไปกับการตระหนักและประจักษ์ในอานิสงส์ของสูรยนมัสการดังที่กล่าวมา ผมก็ได้ซึมซับรับรู้ด้วยว่า การ ทำาท่าที่มการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะได้รับประโยชน์ให้ได้เต็มที่นั้น ผู้ฝกเองต้องมีทุนรอนหรือสร้างเงื่อนไขปัจจัยที่ ี ึ เหมาะสมเช่นกัน เริ่มตั้งแต่การจำาและทำาท่าแต่ละท่าได้จนครบ โดยที่สูรยนมัสการบางชุดก็ประกอบด้วย ๑๒ ท่า ในขณะที่บางชุดก็มี มากกว่านั้น ไหนจะต้องขยับเคลื่อนร่างกายจากท่าหนึ่งไปสู่อีกท่าหนึ่ง จากตำาแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำาแหน่งหนึง โดยที่จะต้องกะจัง ่ หวะและระยะที่จะก้าวเท้าไปหน้าหรือหลังอย่างเหมาะสม จึงจะเกิดการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง – และกลมกลืน จำาได้ว่าตอนที่ผมทำาสูรยนมัสการตามหลวงพี่ใหม่ๆ นั้น ทั้งสะดุดและเก้ๆ กังๆ เพราะจำาท่าและกะจังหวะและระยะที่ จะวางเท้าไม่ค่อยถูก นึกถึงสภาพตอนนั้นและนำามาคิดเล่นๆ ในวันนี้ หากพระอาทิตย์ท่านเฝ้ามองผมกำาลังทำาท่าไหว้ท่านอยู่ในช่วงนั้น ท่านคงไม่ยอมรับไหว้ผมเป็นแน่แท้ นอกจากนี้ในสูรยนมัสการ ท่วงท่าบางท่วงท่าต้องอาศัยความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกายไม่น้อย เช่น ท่า สุนัขแหงนหน้าซึ่งแขนจะต้องรับนำ้าหนักร่างกายส่วนบน โดยที่ข้อมือจะถูกนำ้าหนักกดทับพอสมควร ขณะเดียวกันร่างกายด้าน หน้าโดยเฉพาะส่วนบนจะต้องมีความยืดหยุ่นที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นผู้ฝกอาจใช้วิธีกดหลังให้แนบกับพื้น (โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) ึ ซึ่งอาจทำาให้หลังส่วนล่างบาดเจ็บได้
18578895.doc 3
สอนอ าสน ะ
ไม่นับที่ต้องพยายามทำาให้การเคลื่อนไหวร่างกายและการหายใจ สอดคล้องและหลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน สอดคล้องและหลอมกลืนทั้งในแง่ของทิศทางของการเคลื่อนไหวร่างกายและลมหายใจ และระยะเวลาหรือความเร็วช้า ของการเคลื่อนไหวและการหายใจ เช่น จากอัญชลีมุทราหรือท่าประนมมือ เริ่มหายใจเข้าพร้อมกับยกแขนและแอ่นหลังช่วงบน เมื่อยกแขนและแอ่นตัว จนสุด ก็หายใจเข้าจนเต็มปอดพอดี จากนั้นหายใจออกพร้อมกับยืดขาและหลังเพื่อก้มตัวลงสู่อุตตานาสนะ(ท่ายืนก้มตัว) จังหวะที่มือสัมผัสหรือวางลงกับ พื้น(สำาหรับคนที่ร่างกายยืดหยุ่นจนก้มตัวเอามือแตะพื้นได้) ก็หายใจออกจนสุดพอดี หายใจเข้า เหยียดยืดร่างกายด้านหน้า – หายใจออกเหยียดยืดร่างกายด้านหลัง สลับกันไป โดยให้การเหยียดยืด ร่างกายและการหายใจเกิดขึ้นและสิ้นสุด ณ ห้วงเวลาเดียวกัน เป็นเช่นนี้ตลอดทุกท่วงท่า หากทั้งทิศทางและความเร็วช้าของการเคลื่อนไหวและลมหายใจ สอดคล้องหลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวได้ทุกรอบของ การฝึก การไหว้พระอาทิตย์ก็จะไหลลื่นประหนึ่งสายนำ้าในลำาธารที่ไหลต่อเนื่อง ไม่หมุนวนหรือซ่านกระเซ็นเพราะมีโขดหิน ขวางกั้น ผมเคยเห็นบางคนที่ฝึกอาสนะใหม่ๆ แล้วทำาท่าไหว้พระอาทิตย์ ส่วนใหญ่หลังจากทำาได้สองสามรอบก็จะมีอาการ เหนื่อยเพราะหายใจไม่ทัน ซึ่งจากเท่าที่สังเกตพบว่ามักจะกลั้นหายใจ (ส่วนใหญ่โดยไม่รู้ตัว) ในระหว่างที่เคลื่อนไหว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ คนจำานวนไม่น้อยมักมีภาพว่าการทำาอาสนะต้องเคลื่อนไหวแบบช้าๆ ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็มีข้อดี ทั้งในเรื่องของจิตใจและร่างกาย การเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ทำาให้เราจดจ่อและเฝ้าตามการเคลื่อนไหวได้ง่ายกว่าการเคลื่อนไหวเร็วๆ ซึ่งมักเผลอสติได้ ง่ายกว่า ส่วนผลในทางร่างกาย การเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ จะทำาให้ร่างกายค่อยๆ ไปสูการเหยียดยืดทีละน้อยจนเต็มที่ ซึ่งลด ่ ความเสี่ยงจากการบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนี้เราจะสามารถรู้สึกและสดับฟังเสียงจากร่างกายได้ว่าสามารถเหยียดยืดได้แค่ไหน และสามารถจัดปรับการเหยียดยืดได้อย่างเหมาะสมและตามที่ควรเป็น ปัญหาก็คือว่า คนที่ไม่เคยสังเกตและฝึกการหายใจมาก่อน มักจะไม่สามารถหายใจอย่างช้าๆ ได้ เพราะการหายใจ ช้าๆ และเต็มที่ได้ จะต้องมีทรวงอกและกระบังลมที่ยืดหยุ่น และสามารถบังคับให้โครงสร้างในการหายใจของเราเคลื่อนอย่าง ช้าๆ ได้ อีกทั้งต้องการความจดจ่ออย่างต่อเนื่อง จึงจะควบคุมการหายใจให้ช้าๆ และสมำ่าเสมอได้ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ผมคิดว่ายากที่เราจะหายใจอย่างช้าๆ ได้ (แม้ว่าจะอยากและพยายามจะหายใจให้ช้าก็ตาม) ผลก็คือถึงแม้จะสามารถเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ได้ แต่ไม่สามารถบังคับหรือฝืนร่างกายให้หายใจอย่างช้าๆ ได้ ทำาให้ บางคนยืดตัวขึ้น(จากท่าก้มตัว)มาได้ครึ่งทาง ลมหายใจเข้าก็สุดแล้ว ตอนที่ยืดตัวขึ้นในช่วงหลัง จึงมักเผลอกลั้นลมหายใจ คนที่หายใจสั้นจึงมักเหนื่อยหรือถึงกับหอบหลังจากทำาท่าไหว้พระอาทิตย์ไปได้ไม่กี่รอบ เพราะร่างกายเคลื่อนไหวแต่ ลมหายใจขาดช่วงติดต่อกัน ความรู้ที่ซึมซับจากครูบวกกับประสบการณ์ที่ค่อยๆ สั่งสมมากขึ้น และการสังเกตจากตัวเองและผู้ที่ผมแลกเปลี่ยนการ ฝึกอาสนะด้วย ทำาให้ผมมักไม่ค่อยแนะนำาท่าไหว้พระอาทิตย์สำาหรับคนที่เพิ่งเริมฝึกอาสนะ โดยเฉพาะคนที่มีข้อจำากัดทางร่าง ่ กายมากๆ ...ที่คลินิกของเพื่อนในดูไบ...เย็นวันนั้นผมจึงแนะนำาอาสนะแบบง่ายๆ ให้คนไข้แทนที่จะให้เธอทำาสูรยนมัสการตามคำา ปรารภของเพื่อน หมายเหตุนอกบรรทัด : หลังจากคอลัมน์ "โยคะวิวาทะ" เปิดมาเกือบครึ่งปี โดยหวังให้เป็นเวทีสาธารณะในการแลกเปลี่ยนมุม มองหรือบอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับโยคะ รวมทั้งเป็นคอลัมน์ที่ผู้อ่านสามารถถามไถ่ปริศนาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับโยคะด้วย ทว่ากระแสตอบรับในช่วงที่ผ่านมาช่างแผ่วเบาราวราตรีอันสงัด ในเมื่อพื้นที่ในคอลัมน์นี้ไม่อาจทำาหน้าที่เป็นเวทีของการผลัด กันเขียนเวียนกันคุยได้ ผมในฐานะของคนที่เสนอให้มี "โยคะวิวาทะ" จึงขอยุตคอลัมน์ "โยคะวิวาทะ" ตังแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป ิ ้ ครับ 18578895.doc 4
โย คะ ใช ่เพ ียงแ ค่ วิ ถี แห่ง กา ย Dr. Jayadeva Yogendra เรื่อง ธำารงดุล แปล จาก Yoga and Total Health Vol.LIV No.4 November2008 โยคะเป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณ และได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบของการพัฒนาตนเอง ในปัจจุบันโยคะยังคงเป็นที่ นิยมในประเทศต้นกำาเนิด (อินเดีย) ซึ่งผู้ปฏิบัติหลายคนนำากระบวนการกาย-จิตสัมพันธ์ไปปรับใช้ หรือนำาไปใช้ฝึกสมาธิ โดยผู้ ปฏิบัติล้วนได้รับผลดีทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างเท่าเทียมกัน การปฏิบัติโยคะได้รับความสนใจจากผู้คนแม้จะมีวิถีชีวิตแตกต่างกัน และยังได้รับความสนใจจากผู้คนในประเทศ ต่างๆ ซึ่งเขาเหล่านั้นอาจจะฝึกโยคะจากตำารา หรือจากการได้รู้จักกับคนอินเดีย แล้วนำามาซึ่งความสนใจในศาสตร์โยคะมากขึ้น เรื่อยๆ ทั้งในกลุ่มปัญญาชน, นักวิทยาศาสตร์, รวมถึงผู้นำาทางสังคมต่างๆ ในปัจจุบันมีการแสดงทัศนะต่อโยคะอย่างหลากหลายจากบุคคลสำาคัญต่างๆ ทั้งชายและหญิง บุคคลในแวดวง วิทยาศาสตร์ และทางการแทพย์ โดยมีบทความ องค์ความรู้ใหม่ต่างๆ มากมาย อาทิ “โยคะคือวิถีปฏิบัติทางกายภาพ”, “ มี อาสนะที่เฉพาะเจาะจงสำาหรับแต่ละโรคโดยเฉพาะ, “โยคะตามตำาราโบราณไม่เหมาะกับสภาวะจิตใจของคนรุ่นใหม่” เป็นต้น ซึ่ง เป็นความเห็นที่ไม่ได้มาจากผู้ที่ปฏิบัติโยคะ แต่เป็นเพียงความรู้บางส่วนจากคนที่ไม่ได้รู้จักโยคะจากต้นกำาเนิดของโยคะ โดยตรง การกล่าวถึงโยคะในทำานองนี้ เป็นเพราะไม่มีการศึกษาลึกลงไปถึงศาสตร์ดั้งเดิม หรือศึกษาในระดับจิตวิญญาณอย่าง จริงจัง รวมถึงขาดความเข้าใจอย่างเป็นองค์รวมหรือไม่มีประสบการณ์ที่แท้จริง ตัวอย่างเรื่องคนตาบอดคลำาช้าง เป็นตัวอย่างที่ ดีที่สุดที่แสดงถึงความเข้าใจต่อโยคะของคนทั่วไปในยุคนี้ โยคะยังคงได้รับความนิยม แต่อย่างไรคือโยคะ? การใช้คำาว่าอาสนะแทนคำาว่าโยคะ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะส่งเสริมให้เกิด ขึ้นอย่างแพร่หลาย เพียงการนั่งขัดสมาธิและท่องมนตราอย่างขาดความเข้าใจนั้นไม่ใช่โยคะ เหมือนคนที่ห้อยหูฟังของแพทย์ ไม่ได้ทำาให้คนที่ไม่ใช่หมอเป็นหมอได้ เมื่อนำาแนวคิดแบบวัตถุนิยมเข้ามาจับกับโยคะ เราพบว่าโยคะแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นในการค้นหาภายในตนเอง กลับถูก บิดเบือนกลายเป็นเพียงยิมนาสติกและแฟชั่นตามสมัยนิยมเท่านั้น ถ้าเราเข้าใจอย่างถูกต้อง จะพบว่าหลักการโยคะสร้างคุณค่าในการดำาเนินชีวิต ซึ่งเป็นทัศนคติบนพื้นฐานของความ เข้าใจชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งทัศนคตินี้ได้รับการบ่มเพาะขึ้นจากการดำาเนินชีวิตที่เหมาะสม โดยมีวัตรและวินัยอย่างเคร่งครัด รวมถึง การรักษาความประพฤติต่อสังคม (ยมะ) และความประพฤติต่อบุคคลอื่น (นิยมะ) ตามปรัชญาทางจิตวิญญาณ กล่าวสั้นๆ ได้ว่า มันคือการจัดการพฤติกรรมของคนหนึ่งที่มีต่อผู้อื่น พร้อมไปกับการตามรู้กระบวนการทางร่างกายและจิตใจ (อาสนะ, ปราณ ยาม) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะนำาไปสู่วิถีการสร้างทัศนคติต่อชีวิตอย่างเป็นองค์รวม เสริมสร้างความกลมกลืนสมดุลของ ร่างกาย และยังช่วยการจัดปรับกลไกการทำางานภายใน
ตน์วิมุต
ดล เก
บทที ่ 7 “ เค รือ ข่า ยชีว ิต สิ กข า เพ ื่อก าร เร ียนร ู้ท ำาค วา มเข ้า ใจ คว ามเป ็นจร ิงของ ชีวิ ต”
ชีวิตสิกขา คืออะไร? ชี-วิ-ตะ-สิก-ขา หมายถึง การศึกษารู้ลงตามความเป็นจริงทั้งรูปและนาม ชีวิตสิกขา คือใคร? คือการรวมตัวกันของกลุ่มบุคลากรด้านต่าง ๆ ทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาสที่มีความสนใจศึกษาความเป็นจริงของชีวิต ตระหนักในความหมายและคุณค่าของชีวิตในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เน้นการทำางานด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และทำาตัวเล็กลง ไม่ ยึดติดกับชื่อเสียง ค่อย ๆ สลายความมีอยู่ของตัวตนหรืออัตตาตัวเองให้เล็กลง อาสาเครือข่ายชีวิตสิกขา มีส่วนร่วมเป็นส่วน 18578895.doc 5
หนึ่งส่วนเดียวกันไปทั้งเครือข่าย จัดสรรแบ่งเบาหน้าที่กันไปตามความเหมาะสมเชื่อมโยงกันไปตามกฎอิทัปจยตาเพื่อ ประโยชน์ต่อส่วนรวม ชีวิตสิกขา เกิดขึ้นเมื่อไร? สมมติเป็นวันหนึ่งในเดือนตุลาคม 2551 สมมติวันนั้นคือ 23 ตุลาคม 2551(วันปิยมหาราช) ชีวิตสิกขา ทำาอะไร? เครือข่ายชีวิตสิกขาให้ความช่วยเหลือมิติทางด้านจิตวิญญาณแก่ผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย ตลอดจนญาติผู้สูญเสีย บุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว และมุ่งเน้นการพัฒนาและทำาการศึกษาตลอดจนทำาความเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต ตั้งแต่ กระบวนการเกิด การดำารงอยู่และการเข้าสู่ช่วงเวลาอันสำาคัญที่สุดของชีวิตของทุกคนนั่นคือความตาย ในทุก ๆ มิติทั้งทางด้าน กายภาพ จิตใจ สังคมและปัญญา ผ่านกระบวนการทำากิจกรรมในกลุ่มงานต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงเกื้อกูลกันเพื่อสังคมแบบให้เปล่าใน รูปแบบต่าง ๆ ในอันที่จะเกื้อกูลต่อการเรียนรู้ กลุ่มงานในชีวิตสิกขา มีอะไรบ้าง? ในเบื้องต้นประกอบด้วย 5 กลุ่มงาน ในอนาคตอาจมีกลุ่มงานเพิ่มลดเปลี่ยนแปลงไปตามกฎอนิจจัง 1.กลุมงานคลินิคธรรมะ เป็นการให้บริการปรึกษาเชิงพุทธแก่กลุมผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย เน้นการตระหนักรู้ในหลักคำา ่ ่ สอนของพระพุทธองค์ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”, ปรับทัศนคติในการทำาบุญที่ไม่ต้องอาศัยปัจจัย โดยใช้หลักบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ที่ได้ บุญมาก เช่น การเจริญสติภาวนา ฯ 2. กลุมงานชายผ้าเหลืองข้างเตียง กิจกรรมเยี่ยมเยียนเพื่อการเยียวยาทางจิตใจสำาหรับผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย ่ โดยพระคุณเจ้า ตลอดจนการนำาทางศพกลับบ้านเพื่อการเกื้อกูล ประคับประคอง เยียวยาจิตใจพร้อม ๆ ไปกับการปรับทัศนคติ เกี่ยวกับความตาย พิธิกรรมทางศพตามเหตุปัจจัยแก่ญาติผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวไป 3. กลุมงานจิตงอกงาม กิจกรรมเยี่ยมเยียนให้กำาลังใจให้คำาปรึกษาและช่วยเหลือผู้ป่วยอนาถาตลอดจนญาติผู้ดูแลผู้ ่ ป่วย พร้อมกับการสนับสนุนค่าพาหนะผู้ป่วยที่เข้ามารักษาตัวที่กรุงเทพฯ แต่ขาดปัจจัยในการเดินทางกลับบ้าน 4. กลุมงานพิธีศพ ออกแบบได้ กิจกรรมจัดปรับทัศนคติและสร้างจิตสำานึกในการเตรียมพิธีศพให้ตัวเองออกจาก ่ กรอบรูปแบบพิธีกรรมเดิม ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการเจริญมรณานุสติต่อตัวเองและผู้อื่น เพือการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมี ่ คุณค่าและไม่ประมาท 5. กลุมงานฝึกอบรม เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดจนทำาความเข้าใจในกระบวนการทั้งหมดของชีวิตโดยผ่านการ ่ ฝึกอบรมสอดแทรกธรรมะประยุกต์แบบให้เปล่าไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเป็นงานฝึกอบรมที่จะผลิตบุคลากรป้อนเข้าเป็นอาสาสมัครในกลุ่มงานของเครือข่ายฯ คือ หลักสูตรพระอาสา คลินิคธรรมะ, หลักสูตรพระอาสาชายผ้าเหลืองข้างเตียง, หลักสูตรอาสาสมัครจิตงอกงาม อีกส่วนหนึ่งเป็นงานฝึกอบรมเพื่อ สาธารณประโยชน์ อาทิ หลักสูตรธรรมะและโยคะเพื่อผู้ป่วย หลักสูตร 1 วัน เพื่อผู้ป่วยและผู้ดแลผู้ป่วยที่ต้องการความรู้ ความเข้าใจ และ ู ทัศนคติในการวางใจรับมือกับความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น จวบจนกระทั่งสามารถสร้างเหตุปัจจัยในการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับ ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำาคัญที่สุดของชีวิตอย่างเกื้อกูล ผ่านกระบวนการฝึกสติภาวนาและโยคะวิถีตลอดจนกิจกรรมเพื่อการ ตระหนักรู้อย่างลึกซึ้ง หลักสูตรธรรมะและโยคะแห่งสติ หลักสูตร 1 วัน ผ่านกระบวนการฝึกสติภาวนาและโยคะวิถีตลอดจนกิจกรรมเพื่อการ ตระหนักรู้กับความสุขต่อการดำาเนินชีวิตของผู้ปฏิบัติ และเป็นการสะสมพลังแห่งสติในการเตรียมเหตุปัจจัยที่จะก้าวผ่านช่วง เวลาเปลี่ยนผ่านที่สำาคัญที่สุดของชีวิต หลักสูตรโยคะสมาธิ หลักสูตร 1 วัน สำาหรับผูมีความรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมเหมือนยาขม โยคะวิถีจึงเป็นทางเลือกใน ้ การฝึกสมาธิเพื่อการเดินทางเข้าสู่ภายในอย่างสงบ นำาไปสู่การพัฒนาทัศนคติเชิงบวกเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับผู้คนใน สังคม ตระหนักและเข้าใจในคุณค่าของชีวิตที่มีอยู่ หลักสูตรสมดุลชีวิต หลักสูตร 1 วัน ฝึกภาวะแห่งการเป็นองค์รวมทั้งกาย จิต และลมหายใจอย่างสมดุลจะช่วยให้เรา เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตอย่างลึกซึ้งว่าศักยภาพของมนุษย์ที่มีความสมดุลนั้นสามารถเป็นพลังในการดำาเนินชีวิตอย่างมี ความสุขและมีคุณค่ามากเพียงใด 18578895.doc 6
หลักสูตรฝากครรภ์ฝากธรรม หลักสูตร 1 วัน เพื่อการปลูกฝังธรรมะผ่านสายใยจากแม่ถึงลูก ให้ความสำาคัญใน กระบวนการเริ่มก่อเกิดหรือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มาพร้อมกับจิตอันที่บริสุทธิ์ หลักสูตรจิตงอกงาม หลักสูตร 2 วัน 1 คืน สำาหรับหัวใจแห่งการมีจิตอาสาทุกดวงที่จะช่วยกันดูแลประคับประคองผู้ ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้ายให้มีการตระหนักและเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตด้วยความเกื้อกูล ดังนั้นจิตอาสาทุกดวงควรรู้ ศักยภาพของตัวเองก่อนที่จะทำาหน้าที่สะท้อนให้ผู้ป่วยรับมือ วางใจกับปัญหาความเจ็บป่วยได้ด้วยตัวของผู้ป่วยเอง เพื่อการ เรียนรูภาวะแห่งการเป็นองค์รวมของชีวิตอย่างสมดุล จิตวิทยาการให้คำาปรึกษาเชิงพุทธในการที่จะช่วยให้จิตอาสาเข้าใจความ ้ เป็นจริงของชีวิตอย่างลึกซึ้งว่าศักยภาพของมนุษย์ที่มีความสมดุลนั้นมีคุณค่าในความงดงามแห่งชีวิตต่อตัวเองและผู้อื่นมาก เพียงใด หลักสูตร ณ มรณา อันงดงาม หลักสูตร 3 วัน 2 คืน นำาเสนอแนวทางพัฒนากายและจิต การมีสติรู้สึกตัวขณะ เคลื่อนไหว และมรณานุสติเพื่อเผชิญกับความตายอย่างงดงามอันเป็นส่วนสำาคัญที่สุดของชีวิต นำาไปสูการปรับทัศนคติในการ ่ ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพื่อการคลายความยึดมั่นถือมั่น มีจิตใจมั่นคง ลดความอยากได้ อยากมี พอใจและเป็นสุขในสิ่งที่มและ ี เป็น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เครือข่ายชีวิตสิกขา www.jivitasikkha.org หรือ email: : jivitasikkha@yahoo.com
จิต สิ กข า ก ารปฏิบ ัต ิ ส มถะ แ ละ ว ิปัส สน า เพื่อนครูส่งคำาถามเกี่ยวกับการฝึกจิตเข้ามา ผมได้ตอบและขออนุญาตนำามาแบ่งปันยังพวกเรา
กวี เรียบเรียง
“อย่างเช่น เรื่องใจ ลองสังเกตดูว่าอะไรที่มากระทบใจ รูสึก ดีใจ เสียใจ และมีอารมณ์ อีกหลากหลายที่มากระทบ ้ ทำาให้ใจไม่ตั้งมั่นเพราะมี อัตตามาก …ฉัน...เลยลองสร้างกำาแพงกายขึ้นมา โดยให้มสติอยู่ที่นิ้วมือที่กำาลังถูกันไปมาเบา ๆ ี เราก็จะรับอารมณ์นั้นไม่ได้เต็ม ๆ เพราะมีกายหยาบที่กำาลังถูกันไปมารองรับอารมณ์อยู่ ใจก็เลยไม่ได้กระทบอารมณ์ นั้นมากนัก เพราะเราะมีสติอยู่ที่มือ …ฉัน...ทำาถูกหรือเปล่า? “
ผมไม่ใช้คำาว่าถูกผิด สิ่งที่พวกเราควรทำาคือ ปฏิบัติไป เรียนรู้ไป ค่อยๆ สังเกตสิ่งที่เราทำา พร้อมกับเรียนรู้ผลอันเกิด จากการปฏิบัตินั้น อะไรที่ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมาย ก็ฝึกบ่อยๆ อะไรที่พาเราห่างออกจากเป้าหมาย ก็ทำาน้อยลง ขณะ เดียวกัน เราศึกษาทฤษฏี ใช้ความรู้เป็นตัวช่วยให้เข้าใจเพิ่มขึ้น ใช้ความรู้มาคอยป้องกันไม่ให้เราหลงทาง การพัฒนาจิตแบ่งได้เป็น 2 หมวด สมถะ และ วิปัสสนา ทั้ง 2 อย่างล้วนมีประโยชน์ มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ผู้ ปฏิบัติกฝึกทั้งสองอย่าง เราลองมาทำาความเข้าใจ เพื่อจะได้นำาไปใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดตามผลตามแต่ละชนิด ซึ่งไม่ใช่ ็ เรื่องของถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องที่ว่า เรารู้ว่ากำาลังทำาอะไร ไปเพื่ออะไร
เมื่อมีอะไรมากระทบ รูสึกดีใจ เสียใจ มีอารมณ์ ฯลฯ การที่เรารับรู้ รู้สึก เช่นนี้ เรียกว่า เรากำาลัง ดูจต เห็นจิตทำางาน (เห็นว่ามัน ้ ิ โกรธ รู้ว่ามันกำาลังดีใจ) จากสิ่งที่มากระทบ เพราะเรามีอัตตามาก การที่เรารู้ว่า เรามีอัตตามาก ก็เป็นการดูจตเช่นกัน ิ สิ่งที่ผู้ถามทำาข้างต้น เรียกว่าวิปัสสนา วิปัสสนาคือ การที่ผู้ฝึก รู้ว่า กำาลัง ดีใจ เสียใจ กำาลังมีอารมณ์ นั่นเอง วิปัสสนามีประโยชน์มาก เพราะ มันทำาให้เราเห็นการทำางานของจิตตามความเป็นจริง วิปัสสนาคือการเฝ้าดูจิตโดยไม่ไป แทรกแซง ซึ่งถ้าได้เฝ้าดูต่อไปอีกสักครู่ นอกจากจะเห็นว่าจิตมันไปรู้โน่น รูนี่แล้ว เรายังจะเห็นว่า ความรู้สึกดีใจที่มีอยู่นี้ มันไม่ ้ ได้อยู่ไปตลอด แต่มันจะดับลงเอง เราจะเห็นว่า ความรู้สึกโกรธที่มีอยู่นั้น มันไม่ได้โกรธไปตลอด แต่มันจะดับลงเองได้ด้วย ซึ่ง ก็คือเรากำาลังฝึกที่จะเห็นธรรมชาติของจิต ธรรมชาติที่แสดงให้เห็นว่า ความรูสึกที่จิตรับรู้นี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ้
18578895.doc 7
การเห็นเรื่องราวต่างๆ ของจิตว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ก็คือ การเห็น ไตรลักษณ์ เมื่อฝึกเพิ่มขึ้นๆ ก็จะเห็น สภาวะแห่งไตรลักษณ์บ่อยๆ จนกระทั่งเราจะยอมจำานนว่า จิตนี้เป็นอนัตตา คุมไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา จนกระทั่งเราตระหนักว่า จิตนี่เองที่เป็นตัวทุกข์ ไม่ควรไปยึดถือจิตเอาไว้เลย ทำาให้เราปล่อยวางจิตลง และผลสุดท้ายที่ได้รับคือ อิสระอันแท้จริง
ผู้ถามจึงใช้วิธีถูนิ้วมือ สติไปอยู่ที่นิ้ว ใจจึงไม่โดนกระทบมากนัก เพราะสติไปอยู่ที่มือแทน การถูนิ้วมือของผู้ถามนี้ เป็นการฝึก สมถะ สมถะคือการคววบคุมจิตใจให้สงบ สมถะมีประโยชน์มาก สามารถใช้ลดการทำางานของจิตที่กำาลังฟุ้งกระจาย
ทั้งสมถะ และวิปัสสนาล้วนเป็นสิ่งจำาเป็นต่อการพัฒนาจิต ทั้งสองล้วนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และเราในฐานะผู้ใฝ่ปฏิบัติ ควรรู้จัก และฝึกให้มีความชำานาญ ทั้งคู่ ผู้ถามและคนส่วนใหญ่ จะคุ้นเคยกับสมถะ เรามักจะเริ่มต้นด้วยการฝึกสมถะ ยิ่งฝึกยิ่งได้ผลคือ การมีจิตที่สงบ บางคน ฝึกจนติดอยู่ในความสงบนี้ เมื่อใดที่จิตไม่สงบ ก็หาเทคนิควิธี ที่จะทำาให้จิตกลับไปสงบดังเดิม ครั้นพอเรารู้จักวิปัสสนา เข้าใจ ความแตกต่างระหว่างสมถะกับวิปัสสนา เข้าใจว่า สมถะเป็นเบืองต้นที่ทำาให้จตนิ่งพอ มีกำาลังพอ แต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ้ ิ วิปัสสนาต่างหาก ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาจิต เมื่อเข้าใจดังนี้ เราก็ฝึกวิปัสสนาเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนใครจะฝึก อันไหน มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างต้องตอบตนเอง ค้นหาความลงตัวเฉพาะของตนเอง ดังที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า เส้นทางนี้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือพอจะแนะนำาได้ แต่ลงรายละเอียดให้กันไม่ได้ พึงสังเกตว่า การปฏิบัติธรรมนั้น เป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาคละกันไป ช่วงไหนเน้นทำาจิตให้สงบลงเรียกสมถะ เมื่อ ไหร่ที่พลิกมาดูกาย-ใจตามความเป็นจริง เรากำาลังฝึกวิปัสสนา จึงไม่ควรไปติดสติกเกอร์ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ควรจะเข้าใจ เทคนิคทั้ง 2 ชนิด และคอยรู้ว่าเรากำาลังทำาอะไรอยู่ เพื่ออะไรมากกว่า ในคำาถามนี้ มีอีกประเด็นที่ผมอยากชวนพิจารณาด้วย คือ พอมีอะไรมากระทบ ใจเลยไม่ตั้งมั่น อันนี้ ผมว่าคนถาม หมายถึง ใจเลย ไม่ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ มากกว่า คำาว่า “จิตตั้งมั่น” หรือ จิตจดจ่อ ก็คือคำาแปลของคำาว่า “สมาธิ” เช่นกัน สมาธิมีอยู่หลายลักษณะ หากเราเข้าใจราย ละเอียดของสมาธิ ก็จะช่วยให้เราเข้าใจในสิ่งที่กำาลังเกิดได้ดีขึ้น สมาธิแปลว่าความจดจ่อ มีอยู่ 3 ระดับ ได้แก่ 1) มือปืนที่กำาลังจดจ่อกับการเล็งปืนไปยังเหยื่อก็คือสมาธิ แต่เป็นมิจฉา สมาธิ 2) ผู้จัดการกำาลังจดจ่อกับการวางแผนยอดขายเทศกาลปีใหม่ก็คือสมาธิ เป็นสมาธิทางโลก และ 3) โยคีคนนั้นกำาลัง จดจ่อกับ การรู้กาย รู้ใจ ของตนตามความเป็นจริงก็คือสมาธิ เรียกว่า สัมมาสมาธิ สิ่งที่พวกเราควรฝึกให้มีทักษะ มีความ ชำานาญ ก็คือสัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นที่จะรู้กาย รูใจ ของตนนั่นเอง ้ กลับมาที่คำาถาม การที่ผู้ถาม เห็นจิตตัวเอง ปรุงตลอดเวลาทุกครั้งที่ถกกระทบ หมายความว่า ผู้ถามกำาลังมีสัมมา ู สมาธิอยู่นะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรฝึกให้มาก ส่วนการที่ผู้ถามหยุดตรงนี้ แล้วบ่ายเบี่ยงไปถูนิ้วมือแทน ก็เพราะความไม่เข้าใจ ซึ่งเมื่อ ได้มีโอกาสศึกษาทฤษฏี ทำาความเข้าใจแล้ว ก็จะช่วยให้ไม่หลงทาง ลัดสั้นเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดที่ตั้งไว้
กา รเ ดินท างส ู่ ภาย ใน ตา มแ นวทา งของโย คะ วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และ จิรวรรณ ตั้งจิตเมธี แปลและเรียบเรียง ในบทที่ ๑ ประโยคที่ ๑๗ ของโยคะสูตรกล่าวไว้ว่า “ วิต รก วิ จา ราน ันทาส มิต านุ คม าต ส ั มป ระ ชญ าตะ ห์” สามารถแปลได้ ๒ ความหมายคือ ๑) สัมประชญาตะ คือ สมาธิ (Smadhi) ซึ่งประกอบด้วย ๔ ขั้นตอนคือ เหตุผล คิดอย่าง 18578895.doc 8
ไตร่ตรอง ความสุข และความรู้สึกว่ามีตัวตน และ ๒) สัมประชญาตะ คือ “โยคะประเทศะ” หรือ ขอบเขตของโยคะซึ่งประกอบ ด้วย ๔ ส่วนย่อยหรือขอบเขตย่อย ได้แก่ ความคิดที่ไม่ดี ความคิดที่ดี ความสุข และความรู้สึกว่ามีตัวตน คำาว่า “สัมประชญาตะ” เป็นคำาคุณศัพท์นำามาใช้ในที่นี้ในฐานะที่เป็นคำานามประกอบไปด้วย “สัม” เป็นอุปสรรค แปลว่า ความสมบูรณ์ ความเต็ม และคำาว่า “ประ” เป็นอุปสรรค แปลว่า ในรายละเอียดทั้งหมด ส่วนคำาว่า “ชญาตะ” มาจากรากศัพท์คำา กริยา “ชญา” แปลว่า รู้ เป็นที่รู้จัก ดังนั้นคำารวมในที่นี้จึงมีความหมายในทำานองว่า “สิ่งซึ่งถูกรับรู้อย่างสมบูรณ์ในรายละเอียด ทั้งหมด” ปตัญชลีไม่ได้อธิบายถึงคำาว่า “สัมประชญาตะ” ไว้อย่างชัดเจน อรรถกถาจารย์แต่ก่อนนั้นเกือบทั้งหมดได้อ้างว่าสัม ประชญาตะคือสมาธิ ยกเว้น ดร.เก็งเฮ (Dr. Kenghe) อรรถกถาจารย์บางท่านได้กล่าวถึงคำานี้ว่าเป็น “โยคะ” แต่พวกท่านก็ อธิบายโดยชี้ให้เห็นว่ามันก็คือสมาธินั่นเอง ส่วนดร.เก็งเฮได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสัมประชญาตะไม่ได้เป็นคำาทีมีความหมาย ่ เหมือนกับรูปแบบใดๆ ของสมาธิ คำาที่เหมาะสมกับความหมายของสัมประชญาตะน่าจะเป็นคำาว่า โยคะประเทศะหรือขอบเขตของโยคะ ไม่ต้องสงสัย เลยว่าโยคะในที่นี้ย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นโยคะภายใน (Antaranga Yoga) หรือกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางด้านในของ ธารณา ธยานะ และสมาธิ กระบวนการฝึกสมาธิเหล่านี้สามารถเปรียบเทียบได้กับการเดินทางของความตระหนักรู้ภายใน และ ขอบเขตของการเดินทางด้านในที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ สัมประชญาตะ อันเป็นการเดินทางที่สามารถรู้และอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ใน รายละเอียดทั้งหมด คำาว่า ชญาตะ ในที่นี้แปลความว่าคือ “สามารถอธิบายได้” มากกว่า “เป็นที่รู้จัก” เหมือนกับนักเดินทางที่ได้ เคยเดินทางผ่านดินแดนต่างๆ มาแล้วอย่างละเอียด ก็จะสามารถอธิบายรายละเอียดของดินแดนเหล่านั้นได้ ดังนั้นการเดินทาง ผ่านพื้นที่ทางจิตใจทางด้านในนี้จึงถูกอธิบายได้เป็นอย่างดี ซึ่งขอบเขตหรือพื้นที่ด้านในที่สามารถอธิบายได้นี้ประกอบด้วย ๔ ส่วนย่อยได้แก่ วิตรรกะ วิจาระ อานันทะ และอัสมิตา เมื่ออัสมิตา (ความเป็นตัวฉัน) ถูกก้าวข้ามไป การตระหนักรู้ว่าตัวฉันมีอยู่ ก็จะหายไปด้วย ภายหลังจากนั้นก็จะไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่ ดังนั้นการรับรูในสิ่งที่เคยมีอยู่จริงก็จะหายไปด้วย สภาวะ “เหนือ ้ การตระหนักรู้” จึงตั้งมั่นขึ้น ดังนั้นการเดินทางด้านในเพื่อก้าวพ้นความมีตัวตน (อัสมิตา) จึงไม่สามารถหาคำาพูดหรือภาษาที่ เหมาะสมมาเรียกแทนได้ คำากว้างๆ อย่างคำาว่า “ประสบการณ์” ก็อาจจะใช้เรียกแทนไปก่อนได้ แต่ประสบการณ์ในที่นี้ก็แตก ต่างจากประสบการณ์ทั่วๆ ไป เพราะแท้จริงแล้วในขอบเขตของการเดินทางด้านในเพือก้าวข้ามความมีตัวตนนี้เป็นสิ่งที่ไม่ ่ สามารถรู้หรืออธิบายได้อย่างสมบูรณ์ซึ่งจะตรงกับความหมายของคำาว่า อสัมประชญาตะ ธารณา สู่ ธยานะ สู่ สมาธิ เป็นสถานีของการเดินทางภายในของจิต การพยายามไปถึงสถานีเหล่านี้ตามลำาดับอย่าง น้อยที่สุดต้องมีจิตที่ตั้งมั่นในระดับหนึ่งและเข้าสู่ภาวะปีติสุข การเดินทางภายในของจิตมีเครื่องมือสำาคัญคือการตระหนักรู้ผ่าน ๔ ส่วนย่อยที่รู้จักกันคือ วิตรรกะ วิจาระ อานันทะ และอัสมิตา วิตรรกะ โดยคำาศัพท์แล้วอาจแยกคำาและความหมายได้ว่า วิ หมายถึงวิเศษ หรือพิเศษ ตรรกะ หมายถึงเหตุผล เหตุที่ มีความหมายเช่นนี้ก็เนื่องจากข้อสันนิษฐานที่ว่าสัมประชญาตะคือสมาธิ นั่นหมายความว่าสมาธิต้องเกี่ยวข้องกับความคิดที่ดี เสมอ ดังนั้นวิตรรกะจึงแปลว่ากระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลที่พิเศษ แต่ปตัญชลีก็ได้ให้นิยามของคำาว่า “วิตรรกะ” ในอีก แนวทางหนึ่ง เพื่อจะไม่นำาไปสู่ความสับสน ในบทที่ ๒ ประโยคที่ ๓๔ ได้อธิบายว่าวิตรรกะคือ หิงสา (ความรุนแรง ความ เบียดเบียน) อสัตย์ (ความเท็จ) เป็นต้น ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกับยามะทั้ง ๕ ข้อของปตัญชลี (ปตัญชลีให้ผู้ฝกโยคะปฏิบัติ ึ 1 ยมะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ตรงข้ามกับวิตรรกะ) ดังนั้นวิตรรกะจึงหมายถึงสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย เนื่องจากเรากำาลังอภิปรายกันถึงการฝึก ปฏิบัติสมาธิเพื่อเดินทางเข้าสู่ด้านใน วิตรรกะในที่นี้จึงหมายถึง อารมณ์ ความคิด หรือจินตนาการที่ไม่ดีนั่นเอง ด้วยความที่วิตรรกะเป็นความคิดที่ไม่ดีทั้งหลาย ดังนั้นจึงไม่ถูกเลือกให้เป็นวัตถุที่ใช้สำาหรับการฝึกธารณา ธยานะ และสมาธิ ความจริงแล้วในระดับของการพัฒนาโยคะขั้นสูงนั้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่ถือว่าเป็นทั้งสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี แต่เป็นเพ ราะสัมสการะ2 (สังขาร) หรือกรรมาศยะ3 (กรรมอาศัย) ที่อยู่ในจิตใจของเราต่างหาก ซึ่งนำาไปสู่สิ่งต่างๆ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ
1
ยมะทั้ง ๕ ได้แก่ อหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) สัตย์ (ความจริง) อัสเตยะ (ไม่ลักขโมย) พรหมจรรย์ (ประพฤติบนหนทางแห่งพรหม) อปริเคราะห์ (ไม่ถือ ครองวัตถุเกินความจำาเป็น) ดังนั้นวิตรรกะซึ่งหมายถึงสิ่งตรงข้ามกับยมะทั้ง ๕ ก็คือ หิงสา อสัตย์ สเตยะ อพรหมจรรย์ ปริเคราะห์
2 3
การปรุงแต่งของจิต กรรมที่อาศัยอยู่ในจิตซึ่งมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี
18578895.doc 9
ที่ดีหรือไม่ดี บ่อยครั้งที่ผู้ฝกปฏิบัติแม้จะเลือกวัตถุที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์สำาหรับการฝึกสมาธิแล้วก็ตาม ก็ยังเกิดวิตรรกะหรือสิ่ง ึ ที่ไม่ดีได้ จึงเป็นไปได้ว่าสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มสาเหตุมาจากวัตถุ แต่มาจากสิ่งไม่ดีที่มีอยู่ในจิตทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างหาก ี ในอีกความหมายหนึ่งของคำาว่า วิตรรกะ วิ หมายถึงไม่ หรือปราศจาก ตรรกะ หมายถึงเหตุผล รวมความแล้วหมาย ถึง ความไม่มีเหตุผลนั่นเอง เนื่องจากมนุษย์โดยทั่วไปแล้วย่อมรู้โดยสามัญสำานึกว่า การกระทำาที่ไม่ดีนั้นเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา ตัวอย่างเช่นเขารู้ว่าการใช้ความรุนแรงและการโกหกเป็นสิ่งไม่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้นำาไปสู่ผลที่เลวร้าย แม้มนุษย์จะรู้อยู่เต็มอกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ดี แต่ก็ยังประพฤติเช่นนั้น นี่จงเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ึ ในการฝึกสมาธินั้นจิตจะหันกลับเข้าสู่ภายใน เหมือนเป็นการปิดประตูการรับรู้จากภายนอก ทำาให้สิ่งต่างๆ จาก ภายในถูกเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น เปิดโอกาสให้จิตเข้าไปค้นหาที่ส่วนลึกภายในตนเอง สัมสการะหรือสังขารที่ถูกฝังอยู่ในชั้นที่ ลึกของจิตซึ่งไม่เคยถูกรับรู้จะผุดขึ้นมาที่พื้นผิวของจิตและถูกรับรู้อย่างชัดเจนโดยจิต สิงต่างๆ ไม่ว่าจะดี บริสุทธิ์ หรือศักดิ์สิทธิ์ ่ เพียงใดก็ตาม ก็จะผุดขึ้นมาที่วิตรรกะ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในจิตและถูกกักเก็บไว้ชั่วคราว ปตัญชลีไม่ได้อธิบายการเปลี่ยนผ่านจากวิตรรกะไปสู่วิจาระ จากวิจาระไปสู่อานันทะ จากอานันทะไปสู่อัสมิตา และ จากอัสมิตาก้าวพ้นไปสู่ขอบเขตที่เหนือคำาบรรยายใดๆ จากประสบการณ์ของผู้ฝึกโยคะกระบวนการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้จะเกิด ขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ผู้ฝึกไม่สามารถบรรลุการเปลี่ยนผ่านด้วยความพยายามให้ได้ดั่งใจหรือด้วยเวลาที่กำาหนดขึ้นเอง สิงเดียวที่ ่ พวกเขาทำาได้คืออภยาสะหรือการฝึกกระบวนการของสมาธิเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนกระทั่ง บรรลุถึงสภาวะที่ต้องการ มีเหตุการณ์ที่เราต่างก็เคยประสบกันมา เมื่อคนสองคนทะเลาะกัน บุคคลที่สามซึ่งเป็นคนกลางอาจเห็นความผิดของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย จากนั้นเขาก็พยายามไกล่เกลี่ยโดยชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของแต่ละฝ่าย แต่บ่อยครั้งที่ทั้งสอง ฝ่ายอาจบอกว่าฝ่ายที่สามนั้นไม่เข้าใจความจริงหรือความถูกต้อง ทั้งสองฝ่ายอาจจะโกรธผู้ไกล่เกลี่ยแล้วขอให้เขาอย่ามายุ่ง เกี่ยว ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองฝ่ายอาจจะตระหนักและเปิดใจที่จะยอมรับข้อผิดพลาดของตน สิงนี้เกิดขึ้นเพราะว่าเวลาจะ ่ ช่วยลดการยึดติดของบุคคลที่มีต่อเหตุการณ์ที่ทะเลาะกัน ดังนั้นเมื่อพวกเขาแยกออกมาจากเหตุการณ์โดยอาศัยระยะห่างของ เวลาและสถานที่ เขาก็จะเริมเห็นความจริงที่เป็นกลางมากขึ้นและมีมุมมองที่ปราศจากอคติได้มากกว่า ในโยคะนั้นบางตำารา ่ ก็ได้กล่าวถึงทัศนะคติเช่นนี้โดยใช้คำาว่า สากษีวฤตติ สัมสการะหรือสังขารซึ่งผุดขึ้นมาที่ระดับจิตสำานึกเป็นผลผลิตของจิตที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์ต่างๆ ในอดีต กระบวนการนี้คล้ายคลึงกับการกระตุ้นเร้าความทรงจำา แต่ต่างกันที่ว่าความทรงจำานั้นถูกกระตุ้นเร้าขึ้นมาโดยอาศัยการกระ ตุ้นสัมสการะทั้งโดยปัจจัยภายในและภายนอก ในขณะที่วิตรรกะและวิจาระผุดขึ้นมาโดยปราศจากการกระตุ้นเร้าเช่นนั้น กล่าว ง่ายๆ ก็คือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องจากสิ่งที่ปิดกั้นจิตส่วนลึกนี้ได้ถูกเปิดออก เมื่อมาถึงช่วงเวลานี้ผู้ฝึกสมาธิจะติดข้อง กับวิตรรกะและวิจาระน้อยลงหรือไม่ติดข้องอีกเลยอันเนื่องมาจากสิ่งเหล่านี้เป็นอดีตที่ผ่านไปนานแล้วและถูกขจัดออกไปมาก แล้ว และอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้นก็จะหมดสิ้นกำาลังไป เมื่อเป็นเช่นนี้วิตรรกะก็จะสูญเสียกำาลังและค่อยๆ หายไป ยิ่ง สัมสการะมีสิ่งไม่ดีสะสมอยู่มากเท่าใด ในขณะที่ปฏิบัติธยานะและสมาธิวันแล้ววันเล่า สิงไม่ดีเหล่านั้นก็จะยิ่งผุดขึ้นมาใน ่ จิตสำานึก และถูกขจัดออกไปมากเพียงนัน ้ วิตรรกะและวิจาระเป็นกิจกรรมทางจิต ๒ อย่างที่อยู่ในกรรมาศยะ สัมสการะทำาให้ ๒ อย่างนี้ถูกสะสมไว้ในจิต วิ ตรรกะซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ดมากกว่าวิจาระจะผุดขึ้นมาก่อนเพราะมีกำาลังที่ซ่อนอยู่ภายในมากกว่า เป็นไปได้มากว่าวิจาระก็ ี พยายามที่จะผุดขึ้นมาด้วย แต่จากประสบการณ์ทั่วไปพบว่าเราจะตระหนักรู้กับสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่เป็นปัญหามากได้มากกว่าสิ่ง ที่ดีหรือสิ่งที่เป็นปัญหาน้อย ในทำานองเดียวกันการเดินทางเข้าสู่ดานใน เราจึงรูสึกกับวิตรรกะมากกว่าวิจาระ และนั่นคือเหตุผล ้ ้ ว่าทำาไมปตัญชลีจึงกล่าวถึงวิตรรกะเป็นลำาดับแรกในขอบเขตของประสบการณ์ เมื่อวิตรรกะค่อยๆ อ่อนกำาลังลงและหายไป หลังจากนั้นความคิดต่างๆ ก็จะมีเหตุผลมากขึ้นๆ ดังนั้นจึงเรียกสภาวะนี้ อย่างเหมาะสมด้วยคำาว่าวิจาระ แต่เมื่อฝึกต่อไปเรื่อยๆ แม้แต่วิจาระนี้ก็จะค่อยๆ อ่อนกำาลังลงและหายไปเช่นเดียวกัน ณ จุดนี้ ความคิดทางเหตุผลต่างๆ ที่มีอยู่ก็สิ้นสุดลง แต่จิตสำานึกนั้นก็ยังคงทำางานต่อไปและก้าวเข้าสู่พื้นที่ของประสบการณ์ล้วนๆ ซึ่ง ไม่มีความคิดใดๆ ทำางานอยู่ เราอาจกล่าวด้วยภาษาทั่วไปได้ว่า ส่วนที่เป็นอารมณ์ของจิตจะโดดเด่นมากขึ้น (เพราะส่วนที่เป็น ความคิดเหตุผลจางหายไป) ประสบการณ์เช่นนี้สามารถอธิบายได้ด้วยคำาว่าอานันทะ ซึ่งก็คือความพอใจ ความสุข และปีติ ดัง นั้นผู้ปฏิบัติจะรู้สึกสงบสุขอย่างมาก เขาอาจรู้สึกว่า “ฉัน กำาลังมีปีตสุข” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสภาวะเชิงเปรียบเทียบ เพราะว่า ิ 18578895.doc 10
ปีติสุขเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งตรงกันข้าม (เรารู้สึกปีติสุขก็เพราะเปรียบเทียบกับเมื่อก่อนที่เคยรู้สึกทุกข์มากกว่านี้) ดังนั้นจึงมี ความเป็นไปได้ที่ว่าความสุขความพอใจเหล่านี้อาจเปลียนไปสู่ความไม่พอใจก็ได้ ฉะนั้นสภาวะอานันทะนี้จึงต้องก้าวข้ามไปให้ ่ ได้ด้วย เพื่อเข้าสู่ขั้นต่อไปคือความรู้สึกว่ามีตัวตน (อัสมิตา) จิตสำานึกจะทำาให้เราเดินทางต่อเนื่องไปและก้าวข้ามความมีตัวตน ความรู้สึกว่ามีตัวตนก็จะหมดสิ้นไป ณ จุดนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสัมประชญาตะ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ไม่อาจเรียกได้ ว่าเป็นประสบการณ์ในความหมายทั่วๆ ไป เกิดสภาวะที่ไม่มีตัวฉันและไม่มีผู้รู้ เมื่อไม่มีผู้รู้สภาวะนั้นก็ไม่มีคำาอธิบาย การตั้งชื่อ ให้สิ่งที่ไร้สภาวะนี้จึงเป็นสิ่งไร้ความหมาย ดังนั้นปตัญชลีจึงใช้คำาว่า “อันยะ” ซึ่งหมายถึง สิ่งอื่น (ที่ไม่ใช่สัมประชญาตะ) เอก สา รอ ้างอ ิง : Karambelkar, P. V., (1986). PA TA NJAL A YOGA SU TRA S S an sk rta S utra s w it h T ran slite ra ti on , Tra ns lati on & C ommen ta ry. Lonavla : Kaivalyadhama.
ปุ้ม เพิ่งจะกลับจากการเดินป่าซับใต้ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มาค่ะ โดยครั้งนี้จุดมุ่งหมายของปุ้มและเพื่อน ๆ อยู่ที่ปางห้า ร้อย ซึ่งตั้งแต่เริ่มเดินป่าใหม่ ๆ เมื่อประมาน 6 ปีก่อน เพื่อน ๆ ที่มวกเหล็กก็จะเล่าให้ฟังทุกครั้งว่าปางห้าร้อยเป็นการเดินทาง ที่ยากลำาบากและโหดมาก …ก ถ้ามีโอกาสจะพาไปเพราะไม่ได้ไปกันเป็นสิบปีแล้ว จนกระทั่งพรรคพวกก็ตัดสินใจกันว่าจะไป เยือนปางห้าร้อยกันในช่วงวันหยุดสงกรานต์อันยาวนานนี้ โดยกำาหนดการเดินทางคือ 11 – 15 เมษายน ตอนแรกปุ้มก็ยังลังเล อยู่ว่าจะไม่ไป เพราะกลัวว่าถ้าร่างกายไม่ไหวแล้วจะกลายเป็นภาระของเพื่อน ๆ แต่พวกเพื่อนก็ลุ้นว่าให้ไปเถอะ แล้วบอกกัน ว่าถ้าพวกเราเอาเป้ขึ้นหลังแล้วไอ้ปุ้มมันทนไม่ได้หรอก แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก่อนเดินทาง 1 เดือนปุ้มตัดสินใจแน่นอน ว่าไปชัวร์ แล้วก็ออกกำาลังกายเตรียมความพร้อมของร่างกาย
วันที่ 10 เมษายน 52 ปุ้มและเพื่อน ๆ 7 คน เดินทางจากแม่กลองไปผจญกับรถติดยาวเหยียดเนื่องจากเป็นวันเดิน ทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อไปพักค้างคืนที่บ้านเพือนที่มวกเหล็กก่อน เพื่อจัดเตรียมสัมภาระส่วนตัวลงเป้และ ่ แบ่งเสบียงกันแบกคนไหนที่แข็งแรงก็ใส่พวกเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร อาหารแห้ง ผัก ส่วนพวกป้อแป้อย่างปุ้มก็มาม่า+ขนมปัง และขนมอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนั้นก็นอนพักผ่อนเอาแรงไว้เดินทางวันรุ่งขึ้น 11 เมษายน 52 คณะเดินทางจากแม่กลอง 7 คน ก็ไปสมทบกับเพื่อนชาวมวกเหล็ก 7 คน จนท.ป่าไม้ 3 คน และมี น้องอีกกลุ่มนึง 5 คน รวม 22 ชีวิต ก็เตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ป่าซับใต้ เริ่มออกเดินเวลาประมาณ 10.00 น. โดยกำาหนดการคืนแรกเราจะพักแรมกันที่คลองแม่ปล้อง เดินในตอนเช้าค่อนข้าง สบายเจอทางลาดชันเป็นบางช่วง แต่ในช่วงบ่ายฝนก็เทกระหนำ่าลงมาทำาให้การเดินค่อนข้างลำาบากพอสมควร เดินไปจนเย็นก็ ยังไม่ถึงคลองแม่ปล้อง ก็เลยต้องตัดสินใจพักกันกลางทางเพราะไม่ทันแน่นอน ถ้ายิ่งมืดคำ่าก็จะลำาบากกว่านี้ ก็ช่วยกันตั้งแคมป์ ทำากับข้าว มือนี้ทำากับข้าวง่าย ๆ แล้วก็มีข้าวที่เหลือจากมื้อกลางวันเยอะพอสมควร แถมมีน้องคนนึงเซอร์ไพรส์ด้วยการนำาข้าว ้ เหนียวมะม่วงมาให้กินด้วยมะม่วงไม่ชำ้าอีกต่างหาก เนื่องจากห่อกระดาษแล้วแพคไว้ในถุงนอน ฮากันใหญ่ พวกผู้ชายก็ไล่ผู้ หญิงไปอาบนำ้ากันก่อน ก็ค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร ต้องอาบกันทั้งชุดที่ใส่เดินเพราะชุดมันเปียกและเลอะเทอะไปหมด จาก นั้นก็มาเปลี่ยนเสื้อผ้าเอาชุดเปียกไปตากผึ่งไว้ พวกปุ้มพักกันอยู่ข้างตลิ่ง นั่งกินข้าวกันไปได้สักพักปุ้มก็เห็นนำ้าป่าไหลมาเยอะ และเร็วมากแป๊บเดียวเกือบถึงริมตลิ่ง ตอนแรกก็ใจเสียเหมือนกันแต่เห็นพวกผู้ชายเค้าเฉย ๆ ก็เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ แต่ก็ แอบถามเหมือนกันว่าระดับนำ้าจะขึ้นมาอีกไหม เค้าก็บอกว่าคอยดูให้อยู่ไม่ต้องกลัว กินข้าวเสร็จล้างถ้วยชามก็มานั่งคุยกันแจก ยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ นวดผ่อนคลายให้พวกเพื่อน ๆ ที่แบกสัมภาระหนักเป็นหิน พอสัก 4 ทุ่มก็เข้านอน และหลับสนิทไป ด้วยความอ่อนล้า ท่ามกลางเสียงสเตอริโอรอบทิศทาง (เพื่อน ๆ ผู้ชายกรนกันสนั่น) มาตื่นอีกทีเพราะว่ารู้สึกปวดท้องมาก เหมือนท้องจะเสียก็อดทนกะว่าเดี๋ยวให้สว่างก่อนกลางคืนมันน่ากลัวไม่กล้าไปเข้าห้องนำ้าคนเดียว จนกระทั่งทนไม่ไหวตัดสินใจ ว่าเอาวะคนเดียวก็คนเดียวก็เลยลุกขึ้นมาจากเปล พอเท้าแตะพื้นเท่านั้นแหละ เพื่อนอีก 3 คนลุกกันพรึ่บ บอกว่าไปด้วยปวด 18578895.doc 11
ปางต าย ….ปางห้ าร ้อย
ท้องมาตั้งนานแล้ว ป๊าดโธ่! รู้งี้ลุกไปตั้งนานแล้ว ก็ฉายไฟเดินกันไป ได้มุมเฉพาะตัวก็จัดการธุระของตัวเองเสร็จ จากนั้นก็เดิน กลับมานอนต่อ 12 เมษายน 2552 แป๊บเดียวสว่างแล้วยังนึกเลยว่าหวุดหวิดจริง ๆ เลยเรา เพราะถ้าเช้าอาจจะเดินหามุมเฉพาะตัว ยากเนื่องจากช่วงกลางคืนความมืดจะพรางตัวได้ดี และยังไม่มีใครลุกขึ้นมาเข้าห้องนำ้ากัน จากนั้นก็นอนละเลียดบรรยากาศไป เรื่อย ๆ ฟังเสียงนกร้อง เสียงนำ้าไหล มองต้นไม้สีเขียว ๆ บรรยากาศช่างเงียบสงบจริง ๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน ต้มนำ้ากินกาแฟ โอวัลติน ทำากับข้าวมื้อเช้า กินข้าวเช้า เก็บแคมป์และสัมภาระส่วนตัวลงเป้ และต้องใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่ตากไว้ซึ่ง ยังคงเปียกแฉะเหมือนเดิม วันนี้จะต้องเดินลุยนำ้าไปเกือบตลอดเส้นทาง เมื่อทุกคนเรียบร้อยก็เริ่มออกเดินทางสูคลองแม่ปล้อง ่ ก็เดินขึ้นเขาลงเขาและเดินลุยนำ้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งช่วงก่อนถึงแม่ปล้อง เราต้องเดินลุยนำ้าที่ค่อนข้างลึกพอสมควรบางช่วงก็ต้องไต่ ไปตามตลิ่ง ช่วงไหนลงนำ้าก็ต้องดูเส้นทางให้ดี ๆ เพราะว่าอาจจะต้องลงไปแช่นำ้าทั้งตัวก็ได้ พวกเราเดินทางไปถึงแม่ปล้องกัน ในช่วงบ่าย ก็จัดการต้มนำ้ากินมาม่า เอาเสื้อผ้าที่เปียกมาผึ่งแดด ตอนนี้ความคิดเห็นของคณะเริ่มแตกออกเป็น 2 ทาง อีกพวก นึงบอกให้พักกันที่นี่ และไม่ไปปางห้าร้อย เพราะดูว่าสภาพอากาศไม่ค่อยอำานวยจากเมื่อวานและสภาพแต่ละคนค่อนข้างอ่อน ล้าอาจจะไปไม่ถึง ส่วนอีกพวกนึงก็บอกว่ามาแล้วต้องไปให้ถึง ก็เลยตัดสินใจว่าไปกันต่อ จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางต่อต้อง ข้ามช่องเขาต้องเดินลุยนำ้า บางช่วงต้องให้พวกผู้ชายเอาเป้เทินบนหัวแล้วข้ามนำ้าไป พวกผู้หญิงก็ว่ายนำ้าตามไป เดิน เดิน และ เดินลุยนำ้ากันไปตลอดเส้นทาง จนถึงจุดพักแรม ซึ่งต้องตะกายความสูงขึ้นไป ประมาณตึก 3 ชั้น แค่เห็นก็ท้อแล้ว จากนั้นต้อง เอาเป้ขึ้นไปเก็บ พวกผู้ชายก็ตั้งแคมป์ พวกผู้หญิงก็ถูกไล่มาอาบนำ้ากันก่อน ก็ต้องลงมาอาบนำ้าข้างล่างก็รีบอาบกันสุดฤทธิ์ เพราะว่าเดี๋ยวจะมืดแล้ว จากนั้นก็ต้องตะกายตึก 3 ชั้นขึ้นไปอีก เอาเสื้อผ้าเปียกไปผึ่งแล้วก็มานั่งรอเพื่อนทำากับข้าวเนื่องจาก มีเนื้อที่จำากัดไม่สามารถขยับเนื้อตัวได้ พื้นที่ก็เทนั่งเบียดกันอยู่บนผ้าใบ สักพักนึงปุ้มเริมหนาวสั่น ปวดเนื้อตัวและมีไข้ขึ้น ่ เนื่องจากโดนฝนตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็เดินตัวเปียกทั้งวัน ก็เลยรีบกินข้าวกินยาแล้วก็หลบไปนอนก่อน น้องที่นอนเปลข้าง ๆ บอกว่าได้ยินเสียงปุ้มครางอิ๋ง อิ๋ง ทั้งคืน 13 เมษายน 2552 ตื่นมาเช้าวันนี้ไข้ลดลงแล้ว เพลียบ้างนิดหน่อย แต่ยังคงต้องเดินทางต่อไป จุดหมายของวันนี้คือ ทางขึ้นนำ้าตกใหญ่ ซึ่งเพื่อนบอกว่าสวยมาก ก็เก็บสัมภาระ เก็บแคมป์ หุงหาอาหารมื้อเช้า กินข้าว เปลียนเสื้อผ้าชุดเดิม (ใส่มา ่ เป็นวันที่สามแล้ว) แล้วนำาจานชามลงมาล้างข้างล่าง และออกเดินทาง วันนี้หัวหน้าทีมดูสภาพลูกทีมแล้ว ก็เลยไม่ให้เดินลุยนำ้า เพราะว่ามันกินแรงแล้วจะเหนื่อยมาก บอกว่าเดินตัดเขาแล้วกัน 2 ลูกก็ถึง ก็เลยให้เดินขึ้นเขา ลงเขา ขึ้นเขา ลงเขา จนปุ้มไม่ อยากจะถามว่ากี่ขึ้นเขามากี่ลูกแล้ว (ตอนหลังมาแอบถามเพื่อนว่ามันกี่ลูกเนี่ย แหะ แหะ 6 ลูกค่ะ)เหนื่อยสุด ๆ บางช่วงต้องลง ทางลาดชันเกือบ 90 องศา ต้องใช้เชือกผูกกับต้นไม้และโรยตัวลงไป บางช่วงก็ต้องไต่ขึ้นไต่ลงแบบปีนหน้าผาจำาลองอะไรประ มานนั้น มีอยู่หนนึงปุ้มลื่นก้าวพลาดแต่โชคดีมาติดอยู่ที่ต้นไม้ เพื่อนที่อยู่ข้างบนก็เลยตะโกนบอกว่าให้ถอดเป้ออก เดี๋ยวจะเอา ลงไปให้ แล้วก็มีเพื่อนที่ตามมาข้างหลังเท้าไปเตะโดนเป้หล่นลงมากระเด็นกระดอนไปตามไหล่เขา ปุ้มงี้ใจหายวาบ ซวยแล้วตู เผอิญเป้ไปติดแหง๊กอยู่ที่ต้นไม้ พรรคพวกเลยปีนลงไปเก็บมาให้ แล้วพวกเราก็ปีนกันลงมาจนถึงด้านล่าง ไปเจอนำ้าตกที่สวย มาก ปุ้มดีใจนึกว่าถึงนำ้าตกใหญ่แล้วแต่เค้าบอกว่าไม่ใช่อันนี้ นำ้าตกใหญ่ต้องไปอีก พักหยุดชมธรรมชาติกันพอหายเหนื่อยก็เริ่ม เดินทางต่อ เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าจะ 5 โมงกว่า ๆ แล้ว เราต้องไปเดินลุยนำ้ากันต่ออีกไกล แล้วในนำ้ามันมีก้อนหินเดินจนข้อเท้า พลิกไปพลิกมา จนมืดคำ่าต้องฉายไฟส่องลงไปในนำ้า กลัวก็กลัว เจ็บนิ้วเท้า+ข้อเท้าและฝ่าเท้าร้าวระบมไปหมด พวกผู้หญิงต้องเดิน แบบมีเพื่อนผู้ชายคอยพยุงปีกไป เดินกันตุปัดตุเป๋เป็นตุ๊กตาล้มลุก ลื่นล้มก้น+หัวเข่ากระแทกหิน วันนี้กว่าจะถึงที่พักก็เกือบ 2 ทุ่ม มีน้องคนนึงพอเดินมาถึงที่พักถึงกับสลบเหมือดไปพักใหญ่ทีเดียว พวกผู้ชายก็รีบหาฟืนจุดไฟ ตั้งเตาแก๊สต้มมาม่ากับโจ๊ก กินให้ร่างกายอบอุ่นก่อน เพราะทำากับข้าวกันไม่ทันแล้ว ที่เหลือก็ช่วยกันตั้งแคมป์ แล้วพวกผู้หญิงก็รีบไปอาบนำ้าก่อน จากนั้น ก็มานั่งพิจารณาร่างกายของแต่ละคน ปุ้มนิ้วเท้ากับส้นเท้าพองเป็นนำ้าใส ๆ บวมเป่ง ต้องมานั่งเจาะนำ้ารีดออกหมดแล้วติด พลาสเตอร์ให้แน่น เพราะถ้าแตกระหว่างเดินจะแสบทรมาณสุด ๆ คืนนี้หัวหน้าทีมทำาเมนูพิเศษก่อนนอนเป็นข้าวเหนียวเปียก กะทิกับถั่วเขียวต้มนำ้าตาลค่ะ อร่อยมาก จากนั้นก็แจกยาเหมือนเคย และคืนนี้นอนกับพื้นเนื่องจากไม่มีที่พอจะผูกเปล นอน หลับสนิทจนถึงเช้าเลย 18578895.doc 12
14 เมษายน 2552 วันนี้ตื่นขึ้นมานั่งจิบโอวัลตินอุ่น ๆ ชมบรรยากาศยามเช้าได้พิจารณาสังเกตุที่พักของเมื่อคืนว่า บรรยากาศเริ่ดมาก…ก เป็นลำาธารนำ้าใส ไหลเย็นกระทบโขดหิน อยู่ท่ามกลางขุนเขาสีเขียว โอ้!!! โรแมนติคสุด ๆ หลังจาก กินข้าวเช้าก็เตรียมตัวไปดูนำ้าตกใหญ่กันซึ่งจะต้องเดินไปอีกประมาณ 2 – 3 ชม. ปุ้มก็เลยสมัครใจเฝ้าแคมป์เก็บแรงไว้เดินทาง ต่อ เพราะว่าเท้าระบมไปหมด ซึ่งเพื่อน ๆ หลายคนก็ลุ้นบอกว่าให้ไปเถอะ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสมาอีกหรือเปล่า แต่ปุ้มก็ ปฏิเสธค่ะและบอกว่าไม่เสียดายหรอก ปุ้มถือว่าปุ้มทำาเท่าที่ทำาได้ และความสุขของปุ้มไม่ได้มีที่นำ้าตกใหญ่เพียงที่เดียว แต่มัน อยู่ระหว่างทางที่เราผ่านมามากกว่า ถึงแม้จะเหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรง แต่ปุ้มก็ได้กำาลังใจและความช่วยเหลือของเพื่อนร่วม ทางทุกคน ช่วยกันจูง+ลากบ้าง ช่วยเอาเป้ไปถือให้บ้าง ซึ่งเพื่อน ๆ ก็เชื่อในการตัดสินใจของปุ้ม โดยปุ้มมีพี่กับเพื่อนมวก เหล็กอยู่เป็นเพื่อนอีก 3 คน ปุ้มก็นั่งเล่น นอนเล่น เพื่อนก็ทำาข้าวผัดไข่ให้กิน บางคนก็ไปนั่งตกปลา ใช้เวลากันเรื่อยเปื่อยไม่ รีบร้อน แถมปุ้มยังนอนต่อได้อีกหนึ่งตื่น พอเริ่มมีคนทยอยกันกลับก็ทราบข่าวว่ามีเพื่อนคนนึงที่ว่ายนำ้าไม่ค่อยเก่ง เกือบจะจม นำ้า โชคดีที่มีเพื่อนกระโดดลงไปช่วยไว้ทัน แล้วพวกเราก็ช่วยกันเก็บข้าวของ สัมภาระทั้งหลาย เตรียมเดินทางต่อจุดหมาย ปลายทางวันนี้คือปางห้าร้อย เพื่อนตัดไม้มาทำาไม้เท้าให้ปุ้มช่วยพยุงตัวซึ่งช่วยได้มากค่ะ วันนี้เดินไปได้สักพักแผลพองที่เจาะ ไว้ก็เริ่มแตก พอก้าวเท้าลงนำ้าแสบสุด ๆ แต่ก็ไม่ลำาบากเท่าวันที่ผ่าน ๆ มา มีเดินขึ้นเขา ลงเขาบ้าง ถึงแม้จะเจ็บเท้ามากก็ต้อง อดทนค่ะ เพราะถ้าเราไม่ไหวทุกคนก็ต้องหยุดหมด การเดินทางก็จะล่าช้าไปอีก ก็กัดฟันเดินไปเรื่อย ๆ สติจับอยู่ที่การก้าวเท้า ฝึกความอดทนดีเหมือนกัน เดินถึงปางห้าร้อยประมาณช่วงเย็น ก็ช่วยกันตั้งแคมป์ ทำากับข้าว อาบนำ้าแล้วก็มาพิจารณาสังขาร เจาะนำ้าใส ๆ จากแผลที่พองเป่งออกจากเท้า แล้วปุ้มก็มีแผลเพิ่มที่ต้นขาด้านในไม่รู้ว่าโดนอะไร แล้วกางเกงที่ใส่เดินก็มตัวเดียว ี ใส่ซำ้าทุกวันลุยนำ้า ลุยโคลน ก็เลยติดเชื้อ มีเพื่อนเอายา ชุดทำาแผล มีกระทั่งชุดเย็บแผลมาด้วย แผลปุ้มเป็นหนองก็เลยต้อง เจาะคว้านเอาหนองออกเจ็บสุด ๆ แต่พอพี่อีกคนเดินมาบอกว่าช่วยทำาแผลที่หลังให้หน่อยพอเปิดเสื้อออกเท่านั้นแหละค่ะ อึ้งกิ มกีกันเป็นแถวเลย แผลเยอะ และใหญ่มาก แถมยังติดเชื้อเป็นหนองอีกต่างหาก เนื่องจากสายเป้ขาดเป้ก็เลยถูกับหลังจนเป็น ่ แผล ปุ้มงี้หายเจ็บเลย แผลเรานิดเดียวยังเจ็บขนาดนี้ แล้วของพี่คนนี้เป็นทั้งหลังเลยอ่ะ ต้องฟอกแผลขูดหนองออก ผ้ากอสก็ ไม่พอ ไม่รู้จะทำางัย ก็เลยต้องใช้แคร์ฟรีที่พวกผู้หญิงพกกันไป ปิดแผลให้แทน และให้กินยาแก้อักเสบ แล้วกำาชับว่าพรุ่งนี้เช้า ก่อนเดินทางต้องมาทำาแผลกันอีกที คืนนี้ต้องนอนกันที่พื้นเนืองจากต้นไม้ไม่พอผูกเปล วันนี้สิ้นสติหลับไหลไปท่ามกลางเสียง ่ กรนสนั่นรอบทิศทางอีกแว้ว…ว 15 เมษายน 2552 วันนี้เป็นวันเดินทางกลับค่ะ เก็บสัมภาระทุกอย่าง มีเพื่อนคนนึงบอกว่าทุบหม้อข้าวผลาญเสบียง ให้หมดวันนี้จะกลับบ้านแล้ว (พวกผัก,ไข่,หมดข้าวสารเหลือ 2 ถุงแต่ยังมีมาม่ากับโจ๊กซองอีกเพียบและเครื่องกระป๋องอีกเล็ก น้อย) จากนั้นก็ออกเดินทางพอเดินออกมาเจอลานกว้าง ๆ เพื่อนบอกว่าเค้าเรียกลานคอนเสริต์พใหญ่ (ช้าง) วันนี้ความคิด ี่ เห็นแตกออกเป็น 2 แนวทางอีกแล้ว พวกเพื่อน ๆ ปุ้มที่มวกเหล็กบอกว่าให้สำารวจเส้นทางก่อน เพราะว่าเค้าจะหาสัญญลักษณ์ ที่เคยทำาเอาไว้แล้วเดินกลับทางนั้น แต่อีกทีมบอกว่าให้เปิด GPS แล้วเดินตามไป เถียงกันไปเถียงกันมาก็ตกลงสำารวจเส้นทาง ก่อน พอสำารวจเสร็จเจอทางแล้วก็เดินตามกันไปเรื่อย ๆ และแล้ว 1 ชม.ต่อมา เราก็กลับมาอยู่ที่ลานคอนเสริต์พี่ใหญ่อีกแล้ว ปุ้มเงี้ยเข่าอ่อนเลย ตรงนั้นพอจะมีสัญญาณโทรศัพท์เพื่อนปุ้มเลยเปิดเข้าไปเช็คใน Google earth ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ปรากฎว่า เราอยู่ใกล้เขตนครนายกประมาณ 2 กม. ยังพูดติดตลกกันเลยว่าลงทางนครนายกแล้วเหมารถกลับมวกเหล็กกัน แล้วก็โทรคุย กับพี่ ๆ ที่โพธารามก็เลยรู้ข่าวว่าทางกทม.มีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลประกาศให้หยุดเพิ่มอีก 2 วัน จากนั้นเราก็เลยตกลงกัน ว่าตาม GPS ไปแล้วกัน ก็เดินกันไปพอเดินไปเขึ้นเขา ลงเขา ตัดร่องนำ้า ขึ้นเขา ลงเขา ตัดร่องนำ้า ขึ้นเขา ลงเขา ……ขึน…ลง ้ …เพื่อนปุ้มก็บอกว่ายังไม่คุ้นทางเลย เดินมาจนถึงบ่าย 3 โมง เริมหิวข้าวก็เลยขอพักแล้วก็ตมนำ้ากินมาม่ากับโจ๊ก แล้วก็คุยกัน ่ ้ ว่าวันนี้คงกลับไม่ทันแน่ ๆ เพราะบ่าย 3 แล้วยังไม่เจอเหวปากหมาเลย (ทางออก) ยังแซวกันเลยว่าเหวยังไม่เจอ แต่ปากหมา แถวนี้เพียบ ปุมเริ่มรู้สึกวิตกกังวลแล้วว่าถ้ากลับออกไปไม่ทันแย่แน่ กลัวว่าแม่จะเป็นห่วง เพราะก่อนเข้าป่าปุ้มโทรบอกว่าจะ ้ ออกจากป่าวันที่ 15 เย็น ๆ แต่ยังมองโลกในแง่ดีว่าอาจจะใกล้ถึงแล้ว เดี๋ยวก็ถึงน่าจะออกไปทัน ก็เดินกันต่อไปวันนี้ปุ้มเหนื่อย มาก ๆ จนเป็นลมหน้าซีดเป็นไก่ตมเหงื่อแตกพลั่ก ๆ จนตัวเปียก หัวเปียกไปหมด แต่ก็ยังต้องเดินไปเรื่อย ๆ พักบ้างเล็กน้อย ้ เป็นระยะ ๆ ก็ยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนกัน จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินทุกสิ่งในป่ามืดสนิทต้องฉายไฟส่องทางเดิน และตอนนี้ปุ้มกลัวและเครียดที่สุดเลยไหนจะกลัวความมืด ทางซ้ายมือเป็นเขา ขวามือเป็นเหว ทางเดินก็เล็กแคบ ขาก็เจ็บ ต้นไม้ที่พอจับได้ข้างทางก็ไม่ค่อยมี ที่มีก็มีหนามเป็นของแถม เดินกันจนถึง 2 ทุ่มก็ขึ้นมาถึงสันเขา ก็ยังไม่ถึงเหว ปากหมา ก็พักแล้วก็เปิด GPS เพื่อหาทางไปต่อ ทุกคนเงียบสนิทและรอลุ้น ตอนนี้ปุ้มเริ่มหนาวสั่นและมีไข้ขึ้น จนในที่สุดก็ 18578895.doc 13
สรุปว่าพักตรงนี้พรุ่งนี้ค่อยเดินต่อ เสียงเพื่อนผู้ชายคนนึงถอนหายใจดังเฮีอก จากนั้นผู้ชายช่วยกันไปตัดไม้หาฟืนมาจุดไฟ ตั้ง แคมป์ ผูหญิงทำากับข้าว แต่ปุ้มทำาอะไรไม่ไหวแล้วค่ะหมดแรง น้อง ๆ ก็ช่วยกันถอดรองเท้า ถุงเท้าให้ แล้วบอกให้ปุ้มเปลี่ยน ้ เสื้อผ้าใหม่เพราะชุดที่ใส่เปียกเหงื่อจนชุ่มไปหมด จากนั้นโจ๊กร้อน ๆ ก็ส่งมาถึงมือปุ้มบอกให้กินซะก่อนจะได้กินยาแล้วนอน นั่ง กินโจ๊กไป นำ้าตาก็เริ่มไหลแหมะ แหมะ ด้วยความรูสึกที่ประดังประเดเข้ามา เหนื่อยแสนเหนื่อย เจ็บแสนเจ็บ ตืนตันกับความ ้ ้ ช่วยเหลือของทุกคนในทีม เครียดกับการที่ยังออกไปไม่ได้และไม่สามารถติดต่อใครได้เลย เนื่องจากไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ หลายคนเริมวิตกกังวล เนื่องจากมีภาระในวันรุ่งขึ้น น้องพยาบาลต้องออกหน่วยรักษาความปลอดภัยทางท้องถนน เพื่อน ๆ อีก ่ 2 คนต้องขึ้นเวรบ่าย (16.00 น.) น้องที่ อสค.ต้องเข้าทำางาน เพื่อนอีกคนต้องไปรับลูกสาวที่กรุงเทพฯ หลาย ๆ คนก็มีภาระที่ ต้องไปทำาและกลัวคนที่บ้านจะเป็นห่วง นำ้าก็ไม่มีจะกิน ที่มีเหลือติดขวดกันมาเต็มที่ก็คนละครึ่งขวด บางคนไม่มีเลย คืนนี้ต้อง ประหยัดนำ้ากันสุดฤทธิ์ พอทุกคนเริ่มวิตกกังวลปุ้มก็เลยพยายามมองปัญหาของเราให้เล็กลง และเลิกคิด เพราะคิดไปก็ไม่มี ประโยชน์อะไร พอเริ่มดึกหน่อยมีเพื่อนเช็คสัญญาณโทรศัพท์ก็มีติดมาขีดนึง ดีใจกันสุดฤทธิ์แต่ก็มา ๆ หาย ๆ ก็เลยตัดสินใจ ส่งเป็นข้อความแต่ก็ไม่ชัวร์ว่าจะช่วยอะไรได้มั๊ย จากนั้นก็ตัดสินใจนอนดีกว่าเพราะว่าไม่มีอะไรจะทำาได้ดีกว่านั้นแล้ว 16 เมษายน 2552 เช้านี้ตื่นกันแต่เช้าไม่ต้องให้เรียกนาน ไม่มีใครงอแงอยากนอนต่อ ทุกคนช่วยกันเก็บข้าวเก็บของ เปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ต้องทำากับข้าวเพราะนำ้าไม่มีเลย ฟันก็ไม่ได้แปรงก็เอาลูกอมมาแจกกัน จากนั้นก็เริ่มเดินตอน 7 โมงเช้า พอสัก ชั่วโมงกว่า ๆ ก็เจอแหล่งนำ้า ก็จัดแจงล้างหน้าแปรงฟัน ต้มนำ้ากินมาม่ากับโจ๊ก อีกทีมนึงที่มีผู้ชาย 5 คน เสบียงหมดไปแล้ว เพื่อนปุ้มก็เลยแบ่งมาม่าให้ไป 5 ห่อ จากนั้นก็เก็บล้างรีบเดินทางกันต่อก็เดินขึ้นเขา …ลงเขา…ขึ้นเขา….ลงเขา ไปเรื่อย ๆ แล้วก็เปิดโทรศัพท์เช็คสัญญาณกันไปตลอดที่ขึ้นบนเขา แต่ก็ไม่มี เดินกันจนเกือบเที่ยงวันขึ้นไปบนเขาลูกนึง มีสัญญาณ โทรศัพท์ขึ้นมาดีใจกันสุดฤทธิ์ต่างคนต่างรีบโทรจัดการธุระของตัวเอง หลังจากนั้นความวิตกกังวลทั้งหลายก็หายไป เหลือแต่ เพียงว่าเราจะเจอเหวปากหมาเมื่อไหร่ ปุ้มแอบกระซิบถามเพื่อนคนนึงว่าคุ้นทางบ้างหรือยัง เค้าตอบว่ายังเลย ใจแป้วเลยค่ะ แต่ก็อดทนเดินไปเรื่อย ๆ แล้วก็อธิษฐานในใจว่าหนูอยากกลับบ้านขอให้เจ้าพ่อเขาใหญ่และหลวงพ่อบ้านแหลมช่วยด้วย วันนี้ พวกผู้ชายเริ่มหมดแรงเพราะกินแต่มาม่ากับโจ๊ก นำ้าก็เริ่มหมด ช่วงไหนที่พักก็เรียกว่าล้มตัวลงนอนแผ่เลยก็ว่าได้ เดินกันมาจนบ่าย 3 โมงกว่า ๆ ก็มาถึงเหวปากหมา ก็พักกินนำ้า กินมาม่าแห้ง ๆ กับผักกระป๋อง+ปลากระป๋องที่เหลือ ตอนนี้กำาลังใจเริ่มมากันแล้ว เพื่อนมวกเหล็กบอกว่าคราวนี้ก็ จะเป็นการเดินลงอย่างเดียว อีก 2- 3 ชม. ก็จะออกจากป่าได้แล้ว จากนั้นก็เริ่มสตาร์ทออกเดินและหยุดพักเป็นบางช่วง คราว นี้เริมเดินเลียบสันเขาลงมาเรื่อย ๆ ลมพัดเย็นสดชื่น เริมมีการหยุดชมนกชมไม้ ถ่ายรูป หยุดพักคุยกันว่าคราวหน้าต้องพกขนม ่ ่ มาเยอะ ๆ เวลาหมดแรงจะได้มีขนมกิน แล้วก็หัวเราะกันว่าแหม !! คิดว่าจะเข็ด จากนั้นเดินมาถึงป่าไผ่ซึ่งเป็นทางลงที่ค่อน ข้างหวาดเสียวพอสมควร เป็นทางลาดลงไป เดินต้องใช้เท้าคอยยั้งไว้เรื่อย ๆ ปวดข้อเท้าสุด ๆ เลยค่ะ มีน้องที่เดินตามหลังปุ้มมาเค้าบอกว่าเค้าหลับตาเดินแบบ หมดแรงแล้ว ก็เดินโซซัดโซเซออกมาถึงปากทางประมาณ 6 โมงเย็น ปุ้มหันกลับไปยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่ให้หนูกลับบ้านได้เสียที จากนั้นก็นั่งรถออกมาหาข้าวกินกันใน อสค. แล้วก็อาบนำ้าอาบท่าเตรียมตัวเดินทางกลับเพราะมีหลายคนต้องทำางานในวันรุ่งขึ้น ออกจากมวกเหล็กประมาณ 3 ทุ่ม ถึง แม่กลองประมาณเที่ยงคืนกว่า ๆ เอาเสื้อผ้าเน่าออกมาผึ่ง แช่รองเท้า ถุงเท้า เคลียร์ของในเป้ อาบนำ้านอนก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่า นอนสลบไสลสิ้นสติสมประดีไปเลย ปุ้มว่าเมื่อ 3 ปีก่อนไปโมโกจูที่สูงชันมาว่าโหดแล้ว ยังโหดสู้ปางห้าร้อยไม่ได้เลย คือว่าที่โมโกจูเราเดินโดยที่เรารู้จุด หมายว่าเราจะไปที่ไหน จุดพักแรมอยู่ตรงไหน จนท.ป่าไม้ชำานาญเส้นทาง และคอยกระตุ้นให้พวกเราเดิน ..เดิน..และเดินจนขา ลาก จนบางคนต้องเอามือจับกางเกงดึงขาให้ยกขึ้น เพื่อนผู้ชายแบกเป้หนักมากแถมทำาเจ๋งไม่จ้างลูกหาบซักคน เป้ถูจนหลังไหล่ไหม้เกรียม แต่ครั้งนี้จนท.ป่าไม้เค้าไม่เคยเข้าไป ก็เลยพึ่งแต่ GPS แล้วเดินตามนั้น แต่ถ้าเดินตามหลักของคนเดินป่าเค้า จะทำาสัญญลักษณ์ในการนำาทางไว้ และทางของเค้ามันลัดเลาะช่วยทำาให้ย่นระยะทาง แต่ GPS เค้าจะเดินตามสัญญาณ ดาวเทียมอ้อมไปอ้อมมาทำาให้ยืดระยะทางออกไปให้ไกลกว่าเดิม แล้วสถานการณ์แต่ละวันไม่เหมือนกันพลิกผันได้ตลอดเวลา 18578895.doc 14
ต้องตัดสินใจกันวันต่อวัน ชั่วโมงต่อชั่วโมง ตอนที่ออกมาจากป่ามีคนแซวว่าหลงป่าเหรอ ก็บอกไม่ใช่ แต่พี่ป่าไม้เค้าเห็นว่าเดิน กันเก่งก็เลยแถมให้อีกวันนึงอ่ะ (พวกพี่ ๆ ป่าไม้เค้ายังชมพวกปุ้มเลยว่าอดทนดี ไม่มีใครงอแงเลย ให้เดินก็เดิน ก็แหม!! มันก็ ต้องเดินนะซิจะให้อยู่กินข้าวลิงในป่าเหรอ) เมื่อสองวันก่อนเพื่อนที่มวกเหล็กโทรมาบอกว่าคุยกันแล้ว ปีหน้าจะเข้าไปแก้มือกัน ใหม่ ถามว่าปุ้มจะไปมั๊ย ปุ้มตอบไปทันควันเลยว่า ไปดิ แต่ไม่เอา GPS นะ เค้าขำากันใหญ่เลย เดินป่าคราวนี้มีทั้งสุขเศร้าเคล้า นำ้าตา ช่วงแรก ๆ ที่เดินสติจับอยู่ที่เท้า ก้าวเท้าซ้าย – ขวา ช่วงหลัง ๆ สติแตกกระเจิง ตัวยังเดินอยู่กลางป่า ใจไปอยู่ที่จุดที่จะ พักแล้ว แต่พอช่วงที่เจ็บเท้าสุด ๆ เหนื่อยสุด ๆ ปุ้มก็พยายามดึงสติมาอยู่ที่การก้าวเดินซ้าย – ขวา เหมือนเดิม แต่ก็มีหลุด ๆ บ้างแล้วแต่สภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนไปตามสภาพร่างกาย ทุกครั้งที่ได้เข้าป่าปุ้มและเพื่อน ๆ จะมีความสุขมาก ไม่ต้องคิด เรื่องงาน ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องมีเทคโนโลยี (แต่บางครั้งก็ต้องพึ่งพามันบ้างถ้าจำาเป็น) หุงข้าวใช้ฟืน กินนำ้าที่รองจากลำาธาร นอน กลางดิน กินกลางทราย (แต่ครั้งนี้กลับออกมาถ่ายท้องซะหลายวัน) ได้ดูดอกไม้แปลกๆ สวย ๆ ต้นไม้สูงใหญ่ที่ไม่อาจจะคาด เดาอายุได้ สบายตากับความร่มรื่นมองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว ถึงแม้จะไม่มีความสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แต่มันก็เป็น ความสุขในชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมันบอกกันไม่ได้ถ้าอยากรู้ต้องลองเองนะคะ ^-^ โย คะ .. วิ ถี แห ่งคว าม สุข
จู..นครศรีธรรมราช จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับที่ 2 ฉบับแรกจูเคยเขียนไปเมื่อ 4 ปีก่อน หลังจากชีวิตได้พบกับโยคะ จากการอบรม หลักสูตรครูโยคะปี 2547 และได้ทำาหน้าที่เป็นครูที่ชมรมโยคะของโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ร่วมกับครูอีก 2 ท่าน หลังจากนำาฝึกอาสนะมาเกือบ 5 ปี ก็ได้ฤกษ์ทำาโครงการอบรมโยคะโดยใช้ชื่อว่า “โยคะ..วิถีแห่งความสุข” แต่ เนื่องจากตกหล่นเรื่องงบประมาณ จึงต้องให้ผู้เข้าอบรมเสียสละทรัพย์คนละ 400 บาท ใกล้ถึงวันอบรม 1 สัปดาห์ เรายังมียอดผู้ สมัครเพียง 15 คน พี่ฝ่ายลงทะเบียนบอกว่ามีคนสนใจโทรศัพท์มาเยอะมาก รวมถึงมาเอาใบสมัครก็เป็นร้อย แต่พอรู้ว่าต้อง จ่ายเงินก็ขอคิดดูก่อน ( ปกติเราฝึกและสอนฟรี ) แต่ถึงมีแค่10 คนเราก็ตั้งใจเกินร้อยเหมือนเดิม ก่อนถึงวันอบรม 3 วันเรามี ยอดผู้สมัคร 25 คน เฮ้อ! ค่อยอุ่นใจขึ้นมาหน่อย ว่าการอบรมของเราคงไม่เงียบเหงาเกินไปนัก ก็เราเตรียมตัวกันมาเป็นแรม 3 เดือน ทั้งเนื้อหาวิชาการที่หยิบตำาราโยคะมาปัดฝุ่น อ่านกันหามรุ่งหามคำ่า เหมือนเตรียมตัวสอบเอ็นทรานไม่มีผิด แต่ก็ยังเกิด อาการกลัวๆ กล้าๆ ก็ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่บินเดี่ยวไม่เอี่ยวกับใคร ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีประสบการณ์การสอนและบรรยายโยคะ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เต็มรูปแบบอย่างคราวนี้ ที่รับหน้าที่เป็นวิทยากรทั้งสอน บรรยาย และนำาฝึกปฏิบัติ จู กับพี่เขียว เลยโทรศัพท์ ขอคำาแนะนำาและกำาลังใจจากครู เช่นเคยเราได้ยินนำ้าเสียงที่อบอุ่นและเมตตาของครู ครูบอกว่าให้สอนด้วยหัวใจ ทำาอย่างไรสอนอย่างนั้น ประเมินและ สอนในสิ่งที่ผู้เข้าอบรมต้องการ ให้เขาได้รับความสุขและความผ่อนคลาย แค่นี้แหละเหมือนเจอแสงปลายอุโมงค์เข้าให้แล้ว กำาลังใจก็มาเป็นกอง ใช่แล้วเราต้องสอนโยคะด้วยหัวใจ มองสบตากับพี่เขียว ยิ้มให้กำาลังใจ จับมือกันและลุยเลย
และแล้ววันอบรมก็มาถึง ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ! เรามียอดผู้เข้าอบรมทั้งหมด 62 คน เย้ ! ( ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจาก ไหน หรือโดยใครบันดาลใจมา ) มีทั้งแพทย์ พยาบาล ครู นักเรียน แม่บ้าน ข้าราชการบำานาญ ฯ เรียกว่าหลากหลายมาก โดย เราอบรมตามแนวทางของสถาบันโยคะวิชาการ และหลักสูตรมาตรฐานโยคะ สำาหรับสถาบันศึกษา ที่อุตส่าห์ขึ้นกรุงเทพไปเอา มา (ขอบคุณน้องมัชนะจ๊ะ) สอนอาสนะแค่ 14 ท่าพื้นฐาน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นว่าแท้จริงแล้วโยคะเป็นเรื่องง่าย สามารถทำาได้ ทุกคน วันแรกเราพยายามถ่ายทอดให้รู้ว่าโยคะคืออะไร เป้าหมายคืออะไร และทำาไมเราต้องสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อการฝึก โยคะอาสนะ ผ่านวันแรกไปได้แบบผ่อนคลาย ราบรื่น สบาย ตามวัตถุประสงค์ เพราะสังเกตเห็นความสุขของผู้เข้าอบรมในแวว ตา วันที่ 2 ซึ่งจริงๆ แล้วจูเตรียมบรรยายเกี่ยวกับสรีระวิทยาและกายวิภาค / เทคนิคการฝึกอาสนะ แต่ประเมินแล้วไม่เวอร์ค แน่ๆ เพราะมีหมอแค่ 4 พยาบาลไม่กคน ส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไปผู้สนใจสุขภาพ ที่รู้เรื่องราวโยคะตามภาพลักษณ์ของ ี่ การโฆษณาที่เห็นกันอยู่ทั่วไป ตื่นมาตี 3 คิดว่าจะพูดอะไรดี ลองหยิบวารสารของสถาบันมาอ่านเพื่อเพิ่มฐานข้อมูลในสมอง ใน นั้นพูดถึงการคิดเชิงบวก อ่านแล้วก็ปิ๊งมาทันที เอาละเรื่องนี้ละ โดยเรานำามาเชื่อมโยงกับยมะ นิยามะ ศีล 5 ของพุทธ การ ทำาใจให้บริสุทธิ์ตามวิถีแห่งโยคะ ฝึกอาสนะอย่างไรให้คลื่นสมองตำ่า เรียกว่าพยายามยำ้าพื้นฐานกันให้เข้าใจ ส่วนพี่เขียวครูอีก 18578895.doc 15
คน หยิบยกประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งเคยเป็นโรครุมเร้าอยู่หลายโรค ทั้งก้อนในมดลูก ถุงนำ้า (cyst) ที่คอ โรคปวดข้อ และก็ ริดสีดวงทวาร กินยาวันละเป็นกำามือ แต่สามารถหายขาด กลับมาพึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ด้วย 10 ปีที่มีชีวิตอยู่ในวิถี ของโยคะ ธรรมมะ และการทานอาหารแมคโครไบโอติกซ์ นำามาผสมผสานกับมิตาหาระ ทำาให้ผู้อบรมทั้งฮาและซึ้งกับมุขของพี่ ที่ติดใจจนต้องขอจดสูตรอาหารดีๆกลับบ้าน ช่วงพักกลางวัน ผู้เข้าร่วมอบรมคนหนึ่งเดินเข้ามาขอบคุณ บอกว่าเธอมีอาการปวดหลัง, คอ และไหล่มานานแล้ว ซึ้อ ซีดีโยคะมาฝึกก็ไม่หาย ไม่เคยรู้ว่าผ่อนคลายเป็นอย่างไร หลังจากได้ฝึกอาสนะที่ใช้หลัก นิ่ง สบาย ใช้แรงแต่น้อย และมีสติ ที่ เราเน้นยำ้าว่าให้เป็นเพียงผู้เฝ้าสังเกต ต่อด้วยเทคนิคการผ่อนคลายอย่างลึก กลับบ้านไปวันแรกอาการปวดดังกล่าวหายไป เธอ นอนหลับสนิท นอกจากนั้นยังนำาวิถีการกินแบบโยคะไปแนะนำาลูกสาวซึ่งมีนำ้าหนักตัวมาก ปกติจะกินข้าวมื้อเย็นหลายจาน วัน นั้นทดลองให้ลูกเคี้ยวให้ได้ 30 ครั้ง/คำา ปรากฏว่าเป็นครั้งแรกที่ลูกไม่เติมข้าวอีก ซึ่งเธอดีใจมาก เราเองก็พลอยยินดี และ แฮปปี้สุดสุด ช่วงบ่ายเป็นการบรรยายเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างโยคะ กับการออกกำาลังกาย ต่อด้วยการฝึกเทคนิค การผ่อนคลายด้วยหน้าท้อง เทคนิคการเกร็งและคลาย ปิดท้ายด้วยการฝึกโยคะอาสนะ และนั่งสมาธิ สอนเสร็จ เราให้ผู้เข้าอบรมพูดความในใจและประเมินผล ซึ่งผู้เข้าอบรมบอกว่า ทำาให้เข้าใจโยคะมากขึ้น สามารถนำา กลับไปใช้ได้ รูสึกผ่อนคลายและมีความสุข (ตรงกับเป้าหมายเราเป๊ะ) ประทับใจในบรรยากาศการอบรมที่เรียบง่าย เป็นกันเอง ้ ทำาให้มสติ บางคนบอกว่ารู้สึกเหมือนเข้าคอร์ดอบรมธรรมะ จบไปน่าจะได้มหา (555) ซึ่งเราถือว่าเป็นคำาชมนะ ผู้เข้าอบรม ี หลายคนอยากให้เราจัดอบรมอีก ซึ่งทำาให้ไฟแห่งความมุ่งมั่นของสมาชิกชมรมโยคะที่ต้องการผลักดันให้ชมรมเราเป็นเครือข่าย ที่เข้มแข็งเกิดขึ้น จบการอบรม โยคะ..วิถแห่งความสุข ที่ทุกคนทำาหน้าที่เป็นทั้งผู้รับ ผูให้ แบ่งปันความสุขและรอยยิ้มกันถ้วนหน้า ี ้ นึกถึงช่วงเวลา 7 วันตอนอบรมครูโยคะเมื่อปี 2547 ครูทำาให้เราเห็น เย็นให้ดู อยู่ให้สัมผัส ตราบวันนั้นจนวันนี้ โยคะนำาพาชีวิต ให้พบแต่สิ่งดีๆ นึกถึงคำาพูดครู ดีจัง! เช ิญ ชวนช่ว ยกันเ ขียนบทค วา มม าย ังจ ดหม าย ข่ าวฯ จดหมายข่าวโยคะสารัตถะ วิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะ ขอเชิญชวนผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนครูโยคะ หรือ ผู้สนใจ เขียน บทความมาเผยแพร่ในจดหมายข่าวนี้ ตามภารกิจของสถาบันโยคะฯ พวกเรากำาลังพัฒนาตนไปสู่ การมีปัญญา คือรู้และเข้าใจตนเอง ขณะเดียวกัน ก็ช่วย กันพัฒนาองค์ความรู้โยคะ ในสังคมไทย ซึ่งการเขียนบทความ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะเอื้อต่อการพัฒนาดังกล่าว โดยสามารถเขียนในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น เขียนเล่าประสบการณ์การฝึกโยคะของตน เล่าประสบการณ์การ สอนโยคะของตน หรือ ประสบการณ์การประสานงานโยคะในงาน ทั้งยังอาจเขียนนำาเสนอความคิดเห็น ทรรศนะต่างๆ ตลอด จน แปลบทความที่น่าสนใจ จากนิตยสาร จากหนังสือต่างประเทศ การเขียนนี้ไม่จำากัดว่าจะต้องเป็นเรื่องงโยคะโดยตรงเท่านั้น จดหมายข่าวฯ ยินดีรับเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการ พัฒนาตน เช่น สุขภาพ ธรรมะ การท่องเที่ยว อาหาร แนะนำาหนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ การเขียนบทความนี้ สถาบันฯ ไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งเป็นนโยบายที่เราอยากจะสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น โดยไม่ต้องมี เรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ส่งมาได้ที่สถาบันโยคะวิชาการ หรือส่งมาทางอีเมล์ kawee.tyi@gmail.com กองบรรณาธิการจดหมายข่าวสารัตถะ ขอขอบคุณเครือข่ายครูทุกทุกท่านที่ได้เขียนบทความส่งมาให้โดยตลอด ขอแสดงความนับถือ กวี คงภักดีพงษ์ ตัวแทนกองบรรณาธิการ
18578895.doc 16
โยคะสารัตถะ วิถีชีวตเพื่อสุขภาวะ ิ เลขที่สมาชิก............................ ชื่อ – สกุล ผู้สมัคร....................................................................................................................................................... ............. โทรศัพท์....................................................................โทรศัพท์มือถือ....................................................................................... อีเมล์...................................................................................................................................................................... .................. ที่อยู่ที่จะส่งจุลสาร ชื่อจ่าหน้า (ถ้าไม่ตรงกับข้างต้น)................................................................................................................................. .............. ชื่อองค์กร (ถ้ามี).............................................................................................................................................................. ......... บ้านเลขที่ / ชื่ออาคาร ชั้น................................................................................................................................................ ......... ตรอก / ซอย................................................................................................................................................................ ............. ถนน............................................................................................................................................................................... .......... ตำาบล / แขวง............................................................................................................................................................................ อำาเภอ / เขต........................................................................................................................................................................ ..... จังหวัด.............................................................................................................................................................. ....................... รหัสไปรษณีย.์ ....................................................................................................................................................... ................... ค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง 12 ฉบับ 200 บาท เริ่มตั้งแต่เดือน .................... ถึง…………………………….
สถาบันฯ มุงที่จะเผยแพร่ สาระให้ถึงผู้สนใจได้มากที่สุด จึงเพิ่มช่องทางในการรับ / อ่าน จดหมายข่าวดังนี้ ่ 1 ส่งให้ทางอีเมล์ (โปรดระบุที่อยู่อีเมล์เพื่อการจัดส่ง)................................................................................................................ . 2 อ่านจากเวบไซท์ www.thaiyogainstitute.com ซึ่งจะโพสท์ขึ้นเวบพร้อมๆ กับการส่งทางไปรษณีย์ ผู้ที่รับจดหมายข่าวทางอีเมล์ หรือ อ่านจดหมายข่าวทางเวบไซท์ สามารถบริจาคเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำาจดหมาย ข่าวได้เช่นกัน ข้อมูลส่วนบุคคล เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ( ( ( ( ( ( ( ) ชาย ( ) หญิง ) ตำ่ากว่า 20 ( ) 21-30 ) ตำ่ากว่าปริญญาตรี ( ) แพทย์ พยาบาล ( ) เจ้าของกิจการ ( ) ตำ่ากว่า 10,000 ( ) 30,001-40,000 (
( ) 31-40 ( ) 41-50 ( ) มากกว่า 50 ) ปริญญาตรี ( ) สูงกว่าปริญญาตรี ) ครู อาจารย์ ( ) ครูโยคะ ( ) พนักงานบริษัทเอกชน ) ข้าราชการ ( ) แม่บ้าน นักศึกษา ( ) อื่นๆ ระบุ ........... ) 10,001-20,000 ( ) 20,001-30,000 ) 40,001-50,000 ( ) มากกว่า 50,001
การชำาระเงิน โปรดโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ นายกวี คงภักดีพงษ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเตาปูน เลขบัญชี 141-2- 13988-1 และช่วยส่งใบสมัครพร้อมแนบใบโอนเงิน ไปที่สำานักงาน หรือแฟกซ์มาที่ โทรสาร 02 732 2811 หรืออีเมล์ใบสมัครและหลักฐาน การโอนเงินไปที่ yogasaratta@yahoo.co.th 18578895.doc 17
Attachment
Size
0906.doc
259.5 KB
แสดงความคิดเห็น
อ่านจำนวน 544 ครั้ง