หน้าแรก
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
คอร์สโยคะ
บทความ
กระดานสนทนา
เพื่อนบ้านโยคะ
ผลิตภัณฑ์ของสถาบัน
ติดต่อเรา
จุลสารโยคะสารัตถะ
ข่าวสาร & กิจกรรม
สถิติเว็บไซต์
จำนวนหน้าที่ถูกเรียกชม: 840,886
จำนวนผู้เข้าชม: 117,131
ผู้เข้าชมที่ลงทะเบียนแล้ว: 476
จำนวนเนื้อหาภายในเว็บ: 165
เริ่มนับตั้งแต่: 2009-03-05 17:55
ปฎิทินกิจกรรม
«
February
»
SU
MO
TU
WE
TH
FR
SA
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
รับจุลสารโยคะสารัตถะ
กรอกอีเมล์เพื่อขอรับจุลสาร
Delivered by
FeedBurner
ล็อกอิน
ชื่อผู้ใช้:
*
รหัสผ่าน:
*
สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่
ลืมรหัสผ่าน
thaiyogainstitute
on Facebook
จุลสาร สิงหาคม 2552
อ่านเอกสารออนไลน์บนเว็บ
ดาวน์โหลดเอกสารเป็นไฟล์ .PDF
Enable JavaScript in your browser to view this document as it was initially formatted.
จดหมายข่าว
วิถีชีวต เพื่อสุขภาวะ ิ
www.thaiyogainstitute.com
ฉบับเดือน สิงหาคม 2552
คุยกันก่อน ปฏิทินกิจกรรม โยคะวิถี โยคะจากอินเดีย ปกิณกะ สุขภาพ แนะนำาหนังสือ ตำาราโยคะดั้งเดิม สะกิด สะเกา เทคนิคการสอน จดหมายจากเพื่อนครู
2 2 3 5 7 8 9 10 12 14
จด หม าย ข่า ว โย คะ สาร ัต ถะ วิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะ ที่ป รึ กษ า แก้ว วิฑูรย์เธียร ธีรเดช อุทัยวิทยรัตน์ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภรมย์ศานติ์ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ิ กองบ รร ณา ธิก าร กวี คงภักดีพงษ์ กุลธิดา แซ่ตั้ง จิรวรรณ ตั้งจิตเมธี ณภัทร วัฒนะวงศี ณัตฐิยา ปิย มหันต์ ณัฏฐ์วรดี ศิริกุลภัทรศรี ธัญยธรณ์ อรัณย์ชลาลัย พรจันทร์ จันทนไพรวัน วรรณวิภา มาลัยนวล วีระพงษ์ ไกรวิทย์ ศันสนีย์ นิรามิษ
20408605.doc 1
สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
201 ซอยรามคำาแหง 36/1 บางกะปิ กทม.10240 โทรศัพท์ 02 732 2016-7, 081 407 7744 โทรสาร 02 732 2811 อีเมล์ yogasaratta@yahoo.co.th เว็บไซท์ www.thaiyogainstitute.com
สิ่ งตี พิ มพ ์
20408605.doc 2
จดหมายข่าวฉบับนี้ มีการปรับคอลัมน์ให้เป็นระเบียบมากขึ้น โดยเราแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกก็คือการทักทายกัน ตรงนี้ ปฏิทินกิจกรรม รวมทั้งข่าวคราวต่างๆ ที่สถาบันฯ สือมาถึงเพื่อนๆ ส่วนที่สองเป็นคอลัมน์ประจำา ซึ่งมุ่งเน้นความรู้ คือ ่ เป็นวิชาการว่างั้น เช่น โยคะวิถี โยคะจากอินเดีย ปกิณกะสุขภาพ แนะนำาหนังสือ ตำาราดั้งเดิม สะกิดสะเกา สรีรวิทยา ฯลฯ ส่วนสุดท้าย เป็นเวที แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์จากเพื่อนครูทั้งหลาย ต้องขอขอบคุณผู้เขียนบทความทุกท่าน ทั้ง คอลัมน์ประจำา และ จากเพื่อนครูทั้งหลาย บทความเหล่านี้เป็นวิทยาทาน เขียนกันด้วยใจ ไม่ได้รับเงินค่าบทความแต่อย่างใด รายละเอียด กำาหนดการ งานประชุมเครือข่ายฯ ออกแล้ว ขอเชิญชวนเพือนๆ ลงทะเบียนสมัครกันเข้าไปได้เลยครับ ่ กอง บก. วิชา จิตสิกขา ปี 2552 เดือนสิงหาคม จัดวันเสาร์ที่ 15 เวลา 7.30 – 12.30 o.หัวข้อ “พระไตรปิฎก (1)” ณ ห้อง 262 คณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ค่าลงทะเบียน 150 บาท การสอนสรีรวิทยา ประกอบในระหว่างการสอนอาสนะ โดย พญ.ดวงดาว ศรียาขันธ์ วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม เวลา 10.30 – 13.00 น. ณ ห้อง 262 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ค่าลงทะเบียน 100 บาท สมัครด่วน รับจำานวนจำากัด ขอเชิญร่วมงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6 หัวข้อสำาหรับปีนี้คือ “ผักพื้นบ้าน” ในระหว่างวันที่ 2 – 6 กันยายน 2552 ณ ฮอลล์ 7-8 อิมแพค เมืองทองธานี ปีนี้ สถาบันฯ ได้ไปร่วมเผยแพร่โยคะเช่นเคย ที่ห้องฟีนิกส์ 1 วันพุธ พฤหัส ที่ 2 และ 3 สอนอาสนะพื้นฐาน วันละรอบ วันศุกร์ที่ 4 สอนอาสนะ 2 รอบ วันเสาร์ที่ 5 สอนอาสนะ 2 รอบ การหายใจ 1 รอบ และวัน อาทิตย์ที่ 6 สอนอาสนะ 1 รอบ ลมหายใจ 1 รอบ และ มีการบรรยายเรื่อง โยคะยำาบัด 1 รอบ นอกจากนั้น สถาบันฯ ก็นำา ผลิตภัณฑ์ ไปจำาหน่าย หน้าห้องอบรม เช่นเคย เชิญชวนเพื่อนครูไปเที่ยวงาน ไปพบปะกันจ้า สอบถาม และ ลงทะเบียน ได้ที่ สถาบันโยคะวิชาการ โทร.02 732 - 2016-7 มือถือ 081 495 - 1730 หรือ 081 401 – 7744 ร่วมแลกเปลี่ยน ชิงรางวัล สวัสดีครับ พี่ๆน้องผู้อ่านทุกท่าน สารัตถะฉบับนี้ มีกิจกรรมมาให้ร่วมสนุกชิงของรางวัลกันนะครับ ของรางวัลโดยน้องบอมบ์เจ้าหน้าที่ (ผู้แสนใจกว้าง เป็นแม่นำ้า อืม...จริงเหรอ) เพียงแต่ท่านตอบคำาถามเข้ามาว่า คุณมีแนวคิดที่ทำาให้สอดคล้องกันอย่างไรระหว่าง โยคะ, ธุรกิจ และการพัฒนาจิตวิญญาณ? ส่งคำาตอบมาที่ yoga_thai@yahoo.com ก่อนวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ประกาศผลผู้โชคดี 3 ท่าน ในสารัตถะฉบับหน้าครับ ของรางวัลมีดังนี้ เสื้อยืดเนื้อดีสีขาว 1 รางวัล ,หนังสือโยคะกับการพัฒนา 1 รางวัล , ธนบัตรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 1 รางวัล วันที่ 20 กรกฏาคม 2552 เรียน เพือนครู ่ เรื่อง ขอขอบคุณที่ช่วยประชาสัมพันธ์ คอร์สอบรมครู 220 ชั่วโมง ปี 2552 จนมีคนมาเรียน ครบ 30 คน จุลสารฉบับเดือน กรกฎาคม สถาบันฯ ได้ลงจดหมาย ขอให้เพื่อนๆ ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ คอร์สอบรมครูโยคะ รุ่น ที่ 9 ที่ได้อบรมไปวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เพื่อนๆ ได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ อย่างแข็งขัน ทั้งส่งเมล์ต่อไปยังเครือข่าย ทั้งส่งต่อไปยัง หนังสือพิมพ์ และส่งไปออกรายการวิทยุ ฯลฯ จนเร าม ีผ ู้ สม ัค รเ รี ยน เพิ่ มถ ึง 15 คน ค รบ 30 คน ตามเป้าที่วาง ไว้ ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ไม่เพียงทำาให้เราเปิดสอนได้ตามปกติเท่านั้น แต่ยังทำาให้เรารู้สึกมีกำาลังใจ และที่สำาคัญที่สุด มี ความเชื่อมั่นในพลังของชุมชนนี้ ที่ให้ความช่วยเหลือ จึงเรียนมาเพื่อขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน และ เจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ ที่ลุ้นสุดตัวมา ณ โอกาสนี้ ขอแสดงความนับถือ กวี คงภักดีพงษ์ 20408605.doc 3
การปร ะช ุม เค รือ ข่ ายโย คะ วิ ชา กา ร: ควา มรู ้ ม ิต รภา พ แ ละ วิ ถี ชีว ิต 31 ต.ค. - 1 พ.ย. 2552 ณ สถาบันวิชาการ TOT ถนนงามวงศ์วาน 17 กำาหนดการ เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 08:00 – 08:30 ลงทะเบียน 08:45 - 09:00 วีดีทัศน์: 10 ปี สถาบันโยคะวิชาการ 09:00 – 10:00 The Research Works on Traditional Yoga at the Lonavla Yoga Institute Dr. Manmath Gharote, กวี คงภักดีพงษ์ แปล 10:00 – 11:00 The Future of Traditional Yoga in India and Southeast Asia ครูฮิโรชิ ไอคาตะ, ครูฮิเดโกะ ไอคาตะ, กวี คงภักดีพงษ์ แปล 11:00 – 12:00 อนาคตของโยคะวิชาการ ใน ประเทศไทย กวี คงภักดีพงษ์ 12:00 – 13:30 อาหารกลางวัน, ชมนิทรรศการในงาน 13:30 – 14:00 มิตรภาพเครือข่ายโยคะ: ชุมชนคนพัฒนาจิต กวี คงภักดีพงษ์ 14:00 - 18:30 เวอร์คชอป: มิตรภาพเครือข่ายโยคะ ธนวัชร์ เกตน์วิมุต และ คณะ 18:30 – 20:00 สังสรรค์ และ รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน อาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 08:00 – 09:15 ฝึกอาสนะ ปราณายามะ ครูฮิโรชิ ไอคาตะ, ครูฮิเดโกะ ไอคาตะ, กวี คงภักดีพงษ์ แปล 09:30 – 11:30 วิถีชีวิตแห่งธรรมะ พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุนโน 11:30 – 13:00 อาหารกลางวัน, ชมนิทรรศการในงาน 13:00 – 15:30 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ครูโยคะ อ.ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ (พี่เละ), ครูชื่นชม สิทธิเวช (ครูหนู), ครูกวี คงภักดีพงษ์ 16:00 ปิดงาน ค่าลงทะเบียน ชำาระเงินก่อน 15 กันยายน 1,500 บาท ชำาระเงินหลัง 15 กันยายน 1,750 บาท (สำาหรับเพื่อนครูที่มาจากต่างจังหวัด มีบริการห้องพัก คืนละ 750 บาท / พักได้2 คน ) สอบถาม และ ลงทะเบียนได้ที่ สถาบันโยคะวิชาการ โทร.02 732 - 2016-7 มือถือ 081 495 - 1730 หรือ 081 401 – 7744
ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ เมื่อหวนกลับไปมองรอยยำ่าแรกบนโยคะวิถีของตัวเอง ผมรูสึกว่าก้าวย่างแรกบนเส้นทางสายนี้ของผมออกจะเป็นเรื่อง ้ บังเอิญอยู่ไม่น้อย ไม่ต้องไปไกลถึงขั้นเป้าหมายสูงสุดหรือความหมายของโยคะที่มหามุนีปตัญชลีรจนาไว้ว่า คือสภาวะแห่งจิตที่สลัดตัด ทิ้งซึ่งความแส่ส่ายอย่างสิ้นเชิง
20408605.doc 4
รอยย ำ่าบน โยค ะว ิถ ี
เอาแค่การฝึกอาสนะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์ทั้งแปดของโยคะ(อัษฏางคโยคะ) ผมก็เริ่มต้นฝึกโดยไม่มีแรงจูงใจอะไร เป็นพิเศษ ไม่มีปัญหาสุขภาพถึงขนาดทำาให้ต้องแสวงหาวิธีบริหารร่างกายเพื่อให้มันบรรเทาเบาบาง - อย่างที่หลายคนที่ฝึก อาสนะเริ่มต้นฝึกด้วยแรงจูงใจทำานองนี้ อย่าว่าแต่เมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว โยคะยังเป็นเรื่องที่น่าจะแปลกหูสำาหรับคนไทย ต่อให้มีคนรู้จักก็คงอยู่ในแวดวงที่จำากัด โดยที่ผมเองอยู่ห่างจากชายขอบของแวดวงนี้ไกลโขเอาการ คำาที่ใกล้เคียงกับคำาว่าโยคะที่สุดในความรับรู้ของผมในเวลานั้นคือคำาว่าโยคี ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องพระอภัยมณีที่กวี เอกสุนทรภูรจนาไว้ว่า ่ บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา เห็นโย คี ขีรุ้งพุ่งออกมา ่ ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต พูดตามจริงคำาว่าโยคีที่ผมมารู้ทีหลังว่าแปลว่าผู้ฝึกโยคะหรือผู้ที่ก้าวไปบนโยคะวิถีในความรับรู้ของผม เป็นคล้ายเพียง เงาที่วูบไหวในห้วงคิดเป็นครั้งคราว เวลานึกถึงบทกวีของกวีเอกของไทยท่านนี้ ที่บอกว่ารอยยำ่าแรกบนเส้นทางสายโยคะของผมออกจะเป็นเรื่องบังเอิญก็คือ ราวปลายปี ๒๕๒๗ ระหว่างที่บวชเป็น พระและปฏิบัติธรรมจำาพรรษาอยู่ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในภาคอิสาน เย็นวันหนึ่งหลังจากสรงนำ้าเสร็จ ผมเดินขึ้นไปบนศาลาเพื่อรอ เวลาทำาวัตรเย็น ขณะเดินขึ้นบันไดถึงขั้นเกือบบนสุด ผมเห็นหลวงพี่ผู้เป็นศิษย์พี่ร่วมสำานักและเป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรที่ผมเคารพรัก มากที่สุด กำาลังเคลื่อนไหวและทำาท่าคล้ายกับจะบริหารร่างกาย ท่วงท่าบริหารร่างกายแบบแปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นในชีวิต บวกกับนึกไม่ถึงว่าแม้จะนุ่งห่มด้วยเครื่องแต่งกายอย่าง สมณเพศ ก็สามารถบริหารร่างกายดังที่หลวงพี่กำาลังทำาอยู่อย่างมีสติด้วยสีหน้าสงบนิ่งอิ่มเอิบ ทำาให้ผมนั่งมองท่านฝึกด้วย ความสนใจใคร่รู้ หลังจากเฝ้ามองจนท่านฝึกเสร็จ จึงได้ไถ่ถามจนได้ความว่าท่วงท่าต่างๆ ที่ท่านเพิงฝึกเสร็จนั้นเรียกว่าท่าโยคะ ผมจึง ่ ขอให้หลวงพี่สอนให้ผมฝึกบ้าง ท่านก็ใจดีสาธิตให้ดูและให้ผมฝึกตามในวันต่อๆ มา ครับ เหตุการณ์ครั้งนั้นนับได้ว่าเป็นก้าวแรกบนโยคะวิถีของผม ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องบังเอิญอยู่ไม่น้อย หลังจากฝึกตามหลวงพี่ในวันแรกๆ จนพอจะจำาและคุ้นเคยกับท่วงท่าต่างๆ แล้ว หลังจากนั้นผมก็แยกไปฝึกในกุฏิของ ตัวเองด้วยเกรงจะรบกวนท่านเกินไป ถึงกระนั้นหลวงพี่ก็ยังอุตส่าห์ให้ยืมหนังสือโยคะภาษาอังกฤษมาอ่าน อาจเป็นเพราะเห็น ผมตั้งใจฝึก แต่ด้วยความที่ภาษาอังกฤษของผมไม่แข็งแรงเอามากๆ จึงได้แต่ดูภาพประกอบในหนังสือ เห็นท่าไหนน่าฝึกก็ฝึก ตามภาพในหนังสือ โดยค่อยๆ แกะอ่านวิธีปฏิบัติที่ระบุในนั้น อาจเป็นเพราะชีวิตนักบวชของผมมีกิจกรรมนับอย่างได้ในแต่ละวัน นอกจากตื่นมาทำาวัตรเช้าตอนตีสี่ตามด้วยนั่ง เจริญสติ กระทั่งฟ้าสางมองเห็นลายมือก็ตามหลวงพ่อหลวงพี่ออกเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน ฉันอาหารเช้า-เพล กวาดลานวัด เช็ดถูศาลา ทำาวัตรเย็นแล้ว เวลาที่เหลือส่วนใหญ่จะหมดไปกับการภาวนาเจริญสติ สำาหรับคนเมืองที่คุ้นชินและคอยหาเหตุให้มีกิจกรรมทั้งวันอย่างผม การอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำาอะไรนอกจากเฝ้าดูความ คิดจิตใจตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่สาหัสสากรรจ์จนถึงขั้นทรมาน(ใจ)มาก - โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ การมีกิจกรรมเพิ่มเติมเข้ามาในชีวิตที่บางครั้งรู้สึกไหลเอื่อยชวนเหงา ช่วยให้รสึกว่าวันเวลาผ่านไปเร็วขึ้น ผมจึงฝึก ู้ อาสนะเป็นประจำาทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็นตอนเย็น บางวันก็ตื่นขึ้นมาฝึกตั้งแต่ตีสามกว่าก่อนจะลงไปทำาวัตรเช้าที่ศาลา เป็นเช่น นี้เรื่อยมาตลอดหนึ่งปีกับอีกหนึ่งเดือนที่อยู่ในสมณเพศ หลังจากสึกหาลาเพศแล้ว การฝึกอาสนะจึงกลายเป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำาวันที่ติดตัวมาด้วย คล้ายกับเป็นของแถม เพิ่มเติมนอกจากหลักธรรมพื้นฐานเท่าที่ปุถุชนกิเลสหนาปัญญาน้อยอย่างผมจะซึมซับรับมาได้จากชีวิตนักบวช ผมเคยปรารภกับมิตรสหายในแวดวงโยคะว่า ผมโชคดีที่เริ่มฝึกอาสนะในระหว่างบวช เพราะมีเวลาว่างมาก อีกทั้ง ชีวิตก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร ทำาให้ฝึกอาสนะสมำ่าเสมอ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่รตัว ในขณะที่หลายคนที่ผมรู้จักพบเจอ ู้ ต้องอาศัยวินัยหรือการเรียกร้องตัวเองค่อนข้างมาก กว่าที่จะฝึกจนกลายเป็นกิจวัตรประจำาวันได้
20408605.doc 5
อาจเป็นเรื่องบังเอิญอีกเช่นกันที่ผมเริมฝึกอาสนะในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งสองอย่างนี้จึงมีส่วนหนุน ่ เสริมกันและกัน การฝึกอาสนะทำาให้ผมนั่งปฏิบัติภาวนาได้นานขึ้น ขณะเดียวกันการภาวนาโดยเฉพาะการเจริญสติฝึกความ รู้สกตัว ทำาให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและจิตใจจดจ่อในระหว่างที่ทำาท่วงท่าต่างๆ ึ กระทั่งหลังจากยำ่าเดินบนทางสายนี้ต่อมาเรื่อยๆ จึงได้เรียนรู้และตกผลึกในภายหลังว่า อาสนะและสมาธิหรือร่างกาย กับจิตใจนั้น เปรียบได้กับปีกสองข้างของนก ปีกแห่งอาสนะทำาให้โครงสร้างร่างกายสมดุล เพื่อที่จะเป็นที่ตั้งของจิตในการเจริญ ภาวนาให้เกิดสมาธิ ในขณะที่ปีกแห่งสมาธิช่วยให้จิตใจจดจ่อและสงบนิ่งในขณะร่างกายเคลื่อนไหวไปสู่และดำารงอยู่ในท่วงท่า ครับ...รอยยำ่าแรกบนโยคะวิถีของผม จะว่าไปแล้วออกจะเป็นเรื่องบังเอิญอยู่ไม่น้อย เป็นความบังเอิญตรงที่ผมไม่เคยรู้จักโยคะมาก่อนเลย ซึ่งไม่แน่ว่าด้วยความที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็เลยไม่ได้คาดหวัง ว่าฝึกแล้วจะได้อะไร มากไปกว่าช่วยให้รู้สึกว่าได้มีอะไรทำาเพิ่มขึ้นในชีวิตที่มกิจกรรมนับอย่างได้ ี ทว่าการเริ่มต้นอย่างบังเอิญนี้กลับทำาให้ค่อยๆ ซึมซับการฝึกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่ยากเย็นนัก กระทั่ง หลอมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่รู้ตัว ที่สำาคัญเป็นความบังเอิญที่หารู้ไม่ว่า มันคือรอยยำ่าที่จะนำาผมไปสู่ความลงตัวของชีวิตในอีกสิบสองปีให้หลัง
ประ สบ กา รณ ์ ก าร จั ดก าร ผู ้ป่วยท ี่ มี ค วา มผิ ดปก ติท างจ ิต แล ะ โร คก าย -จิ ตส ัม พันธ ์ ด้ วยโย คะ Dr. D.K. Deshmukh เรื่อง ทพ.สมดุลย์ หมั่นเพียรการ แปลและเรียบเรียง จาก YOGA and TOTAL HEALTH November 2008 บทน ำา คำาถามหนึ่งที่มักถามเกี่ยวกับโยคะในแง่วิทยาศาสตร์คือ มีการศึกษาใดที่พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของโยคะในแง่ การทำาให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ในมุมมองที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ถึงแม้ว่าโยคะจะไม่ใช่วิธีการรักษาโรคหรือเครื่องมือให้ผลที่จับ ต้องได้ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าโยคะช่วยให้การทำางานในร่างกายเป็นไปอย่างเหมาะสม และอยู่ในสภาวะสมดุล ทั้งยังส่งเสริมให้ เกิดการทำางานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีสมาธิ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่สามารถนำาไปใช้ได้จริงนอกเหนือจากเป้าหมายทางจิต วิญญาณ วั ตถ ุปร ะสง ค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำาเสนอคุณค่าของโยคะอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการนำาโยคะไปใช้ในการบำาบัดโรค งาน ชิ้นนี้ได้รับการออกแบบอย่างรอบคอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะศาสตร์ บนฐานความคิดว่า แม้โยคะจะมีไว้เพื่อพัฒนาจิต วิญญาณของคนปกติ เราก็ยังสามารถนำาโยคะมาใช้กับผู้ป่วยได้ โดยยังคงยึดในเป้าหมายสูงสุดของโยคะซึ่งไร้ขอบเขตจำากัด วิธ ีก าร ทำาการศึกษาจากผู้ป่วยจำานวน 116 ราย ผูมารับการรักษาที่สถาบันโยคะ( The Yoga Institute) เมืองซานตาครูซ ้ (Santacrutz) ซึ่งได้รับการรักษาในระยะเวลาที่เพียงพอ ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการตรวจและประเมินทั้งภาวะทางร่างกาย และสภาพจิตใจ ด้วยการตรวจทางคลินิกร่วมกับการ ทดสอบสภาพจิต เช่น MMPI, MPI, และ TAMS เพิ่มเติม นอกจากนี้ผู้ป่วยยังได้รับการตรวจด้วยวิธีทางพยาธิวิทยา, รังสีวิทยา และการตรวจคลื่นหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กเมื่อมีข้อบ่งชี้ ผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยคณะของสถาบันโยคะด้วยวิธีการรักษาปกติ การรักษาประกอบด้วยการสอนกระบวนการ ปฏิบัติของโยคะ, การบรรยายโดย ศรี โยเกนดรา (Shri Yogendraji) และการพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับนักบำาบัดโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง “วิถีชีวิต” ของผู้ป่วยเมื่อพบว่าจำาเป็น เป็นการรักษาด้วยวิธีการแบบองค์รวม โดยไม่ พยายามที่จะแบ่งวิธีการของโยคะศาสตร์แบบดั้งเดิมออกเป็นส่วนๆ เพื่อกำาหนดว่าส่วนใดเป็นส่วนที่มีความสำาคัญ หรือมี ประสิทธิภาพสูงสุด กล่าวคือ ปฏิเสธการมองโยคะแบบแยกส่วน
20408605.doc 6
ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการตรวจประเมินซำ้าหลังจบการรักษา ด้วยวิธีการเดียวกับการตรวจร่างกายและสภาวะทางจิต เมื่อเริ่มต้น รวมถึงการทดสอบด้วยวิธีการพิเศษเพิ่มเติมในกรณีที่จำาเป็น นักจิตวิทยาใช้เกณฑ์ Knight’s criteria (ตามที่ระบุโดย Wobe) เป็นแนวทางในการประเมินการเปลี่ยนแปลงของภาวะที่ดีขึ้น แสดงตามตาราง ดังนี:้ ผลการศึกษา การวิเคราะห์ภาวะที่ดีขึ้น ของผู้ป่วย 116 ราย การว ินิจฉ ัยโ รค จำานวนรวม ระดับ การเปลี่ยน แปลงของ ภาวะที่ดีขึ้น ร้อยละผู้ป่วย ของผู้ป่วย ดี ปานกลาง เล็กน้อย ไม่ ที่มีภาวะดีขึ้น เปลียนแปลง ่ ภาวะวิตกกังวล 35 16 11 8 0 77.14 % ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า 24 10 10 4 0 83.33 % ภาวะซึมเศร้าแบบเสื่อมถอย 9 3 5 1 0 88.80 % โรคจิตเภท 8 3 1 2 2 50.00 % โรคประสาท ยำ้าคิดยำ้าทำา 1 0 1 0 0 100.00 % โรคหืด หลอดลม 23 12 8 3 0 87.00 % โรคเบาหวาน 4 2 1 1 0 75.00 % โรคลำาไส้ใหญ่อักเสบ 3 2 1 0 0 100.00 % โรคกระดูกคอเสื่อม 1 0 1 0 0 100.00 % โรคความดันเลือดสูง 5 2 1 1 1 60.00 % ความดันเลือดสูง เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า 1 0 0 1 0 0% โพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง 1 0 0 1 0 0% บุคลิกภาพผิดปกติ 1 0 0 1 0 0% รวม 116 50 40 23 3 77.58 % *ภาวะที่ดีขึ้น คำานวณจากการเปลี่ยนแปลงในระดับดี หรือปานกลาง ระดับการเปลี่ยนแปลงของภาวะที่ดีขึ้น ระยะ เวลา ของค วา มเจ ็บป่วย จำานวนรวม ของผู้ป่วย 41 75 ดี 22 8 ปานกลาง 11 29 เล็กน้อย 6 17 ไม่ เปลี่ยนแปลง 2 1 ร้อยละผู้ป่วย ที่มภาวะดีขึ้น ี 80.50 % 76.00 % ผล กา รศ ึก ษา
น้อยกว่า 3 ปี มากกว่า 3 ปี
ภาวะที่ดีขึ้นของความเครียดทางสังคม ควา มเ คร ีย ดทา สัง คม จำานวนรวม ของผู้ป่วย 4 19 93 116 ดี 2 4 44 50 ปานกลาง 1 7 32 40 เล็กน้อย 1 8 14 23 ไม่ เปลี่ยนแปลง 0 0 3 3 ร้อยละผู้ป่วย ที่มภาวะดีขึ้น ี 75.00 % 58.00 % 81.72 % 77.58 %
รุนแรง ปานกลาง น้อย ไม่มี หรือ ยังไม่ชัดเจน รวม 20408605.doc 7
วิจ าร ณ์ จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ภาวะที่ดีขึ้นของผู้ปวยที่มีความผิดปกติทางจิต และโรคกายเหตุจิตมีระดับการ ่ เปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับสูงเมื่อได้รับการรักษาจนครบสมบูรณ์ตามกำาหนดเวลา การศึกษานี้ แม้ทำาอย่างพิถีพิถัน แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัยมาตรฐาน กล่าวคือ ไม่มีการศึกษาคนไข้อีกกลุ่ม ที่ไม่ได้ฝึกโยคะ แล้วนำาผลของทั้งสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่า กลุ่มที่ฝึกโยคะต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกแค่ไหน อย่างไร อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับผลการรักษาด้วยวิธีการที่มีอยู่ทั่วไป จากรายงานต่างๆ ก็สามารถกล่าวได้ว่า โยคะให้ผลการรักษาอยู่ในระดับที่ดี อัตราโดยรวมของภาวะที่ดีขึ้นมีค่าร้อยละ 77.58 ซึ่งเหนือกว่าผลการบำาบัดด้วยวิธีการวิเคราะห์ทางจิตวิทยา (Psychoanalyical therapy) แบบต่างๆ (มีค่าแปรผันตั้งแต่ ร้อยละ 39 - 67) มีเฉพาะการบำาบัดบางวิธี ได้แก่ การบำาบัดด้วยยา หรือพฤติกรรมบำาบัด ที่บางครั้งก็ให้ผลในระดับที่ใกล้เคียงกับการบำาบัดแบบโยคะ เป็นทีน่าสังเกตว่า การบำาบัดที่มุ่งทางกาย ่ นั้น มีจุดมุ่งหมายการรักษาเพียงเพื่อบรรเทาอาการ ไม่ได้เป็นการรักษาแบบบูรณาการ ซึ่งแตกต่างจากการบำาบัดด้วยโยคะหรือ การวิเคราะห์ทางจิต ดังนั้นจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า โยคะเป็นการบำาบัดโดยมีจุดมุ่งหมายที่สูงและให้ผลการรักษาที่น่า พอใจ มีเรื่องที่น่าสนใจคือ ระยะเวลาของความเจ็บป่วย และความรุนแรงของความเครียดจากภายนอก ไม่ได้ผกผันกับผลที่ ได้รับ กล่าวคือ ไม่ว่าจะป่วยรุนแรงเพียงใด เครียดเพียงใด ก็ได้ผลดีทำานองเดียวกัน อีกประเด็นคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มี ความเครียดจากปัจจัยภายนอกอยู่ในระดับตำ่าๆ เท่านั้น หมายความว่า สาเหตุของความเจ็บป่วยหลักนั้น มาจากความขัดแย้ง ภายใน ซึ่งซับซ้อน และเป็นเพียงความกังวลในตัวผู้ป่วยเอง ข้อค้นพบที่ว่า ระยะเวลาของความเจ็บป่วยไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อ’การบำาบัดด้วยโยคะ’ อย่างมีนัยสำาคัญ นั้น สอดคล้อง กับการศึกษาของ Vahia และคณะ ซึ่งทำาขึ้น ณ โรงพยาบาล KEM เมืองบอมเบย์ สรุป ผลการศึกษาอย่างละเอียดในกลุ่มผู้ป่วยจำานวน 116 ราย*เป็นข้อมูลที่เพียงพอที่แสดงให้ว่า โยคะเป็นวิธีการสำาคัญใน การบำาบัดผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตและผู้ป่วยโรคกาย-จิตสัมพันธ์ โดยให้ผลเป็นที่น่าพอใจ *ผู้ป่วยในการศึกษานี้ไม่ได้จำากัดเพียงแค่ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู แต่ยังรวมถึงมุสลิม, คริสเตียน, ผู้นับถือหลักศาสนา Zoroaster (ศาสนาอิหร่านนิกายหนึ่ง ผู้แปล), ผู้นับถือศาสนาพุทธ, ศาสนาเชน และกลุ่มอื่นที่เห็นประโยชน์ของโยคะ จาก 116 คนนี้ เป็น ชนกลุ่มน้อยร้อยละ 14 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่สอดคล้องกับประชาการในประเทศอินเดีย ที่มีชนกลุ่มน้อย (ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดู ผู้แปล) ร้อยละ 16 เราจึงสามารถกล่าวได้ว่าผู้ป่วยในงานวิจัยนี้ ไม่ได้มารับการรักษาแบบโยคะบำาบัด เพราะความเชื่อทาง ศาสนา (ฮินดู) แต่มาเพราะเห็นว่า โยคะเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์
ในที่ สุ ดนั กวิทย าศ าส ตร์ ก็ ค้นพบว่ า ขน มปัง ขาวเป ็นส าเหต ุใ ห้เ กิ ดโร คห ัว ใจไ ด้อย ่าง ไร สดใส แปล และ เรียบเรียง ขนมปังขาว, คอร์นแฟลก, และอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรทสูง เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคหัวใจ และนักวิทยาศาสตร์ก็รู้แล้ว ว่าทำาไม ขบวนการผลิตอาหารฟอกขาว และเครื่องดื่มประเภทนำ้าอัดลมมีค่าดรรชนีไกลเซมิก glycemic สูง มันเป็นตัวการให้ หลอดเลือดแดงรับภาระหนักเป็นเวลาหลายชั่วโมง เมื่อเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ความยืดหยุ่นของเส้นเลือดจะลดลง และนำาไปสู่ ปัญหาโรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งการตายโดยฉับพลันจากหัวใจวาย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทล อาวิฟได้พิสูจน์แล้วว่า อาหารที่มีไกลเซมิกสูง มีผลต่อสุขภาพของหลอดเลือด หลังจาก ได้ทดลองให้อาสาสมัคร 4 กลุ่ม รับประทานอาหาร 4 ชนิด ได้แก่ 1) คอร์นแฟลก cornflakes อาหารเช้าสำาเร็จรูป ที่ทำาจาก ข้าวโพด, 2) นำ้าตาล, 3) บรานแฟลก bran flakes อาหารเช้าสำาเร็จรูป ที่ทำาจากรำาข้าว และ 4) นำ้าเปล่า พบว่า เฉพาะกลุ่มที่ดื่ม นำ้าเปล่าเท่านั้น ที่มีหลอดเลือดเป็นปกติ ส่วนกลุ่มที่เหลือ พบว่าประสิทธิภาพการทำางานของหลอดเลือดลดลง และต้องทำางาน 20408605.doc 8
มากกว่าเดิมหลายชั่วโมง หลักฐานปรากฏชัดว่าหลอดเลือดต้องรับภาระหนักมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่รับประทานคอร์นแฟลก และ นำ้าตาล ซึ่งเป็นอาหารที่มีไกลเซมิกสูง (Source: Journal of the American College of Cardiology, 2009; 53: 2283-7). กินปล า ช ่วยไ ม่ ให ้ป่ว ยเวลา คุณเ คร ีย ด ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณมีความเครียดอยู่ ณ ตอนนี้ ควรเริมกินปลาและวอลนัทให้มากขึ้น มันจะช่วยทำาให้คุณไม่ป่วยได้ ่ ที่ผ่านมา แม้รู้กันดีว่าความเครียดทำาให้ป่วยได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าทำาไมมันถึงเป็นเช่นนั้น นักจิตวิทยา เจนิส เค คีโคลท์เกลเซอร์ จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอไฮโอเสตท ได้ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ และอธิบายว่า ความเครียดและความหดหู่เศร้า ซึมนั้น ทำาให้เราป่วยได้อย่างไร เมื่อเรามีความเครียดหรือความหดหู่ เซลในร่างกายเราจะผลิตและหลั่งสารนำ้าประเภท proinflammatory cytokines เช่น interleukin-6 สารนี้ทำาหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้น มันเป็นสารตัวเดียวกับที่ร่างกายสร้างขึ้นเวลามีอาการอักเสบ ซึ่ง จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ แต่เมื่อมีมากไป เช่น เครียดตลอดเวลา ก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรค เช่น โรคข้ออักเสบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และ โรคสมองเสื่อม อาหารที่ดีที่สุดในการปรับสมดุลของสภาวะเช่นนี้ ได้แก่อาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 เช่น ปลา และ วอลนัท ฉะนั้น เมื่อรู้สึกว่ามีความเครียดเกิดขึ้น ก็รับประทานอาหารพวกนี้ให้มาก และคุณก็จะลดการเกิดผลกระทบจากความเครียดได้ (Source: Perspectives on Psychological Science, 2009; 4: 367). วิต าม ินซี ช ่วยซ ่อม แซม หลอดเล ือด แ ละ ช่ วยด ูแล โร คเบา หวาน ได้ สารต้านอนุมูลอิสระเช่น วิตามินซี ช่วยซ่อมแซมหลอดเลือดที่เสียหายได้ และยังสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 ได้ โรคเบาหวานเป็นสาเหตุของความเส้นเลือดเสื่อม ซึ่งนำาไปสู่การเป็นโรคหัวใจ การถูกตัดขา โรคไต และ ตาบอด ฯลฯ มหาวิทยาลัยวอร์วิค ได้ทำาการทดลองกับมนุษย์เป็นครั้งแรก ด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ เข้าไปในตัวคนไข้ ซึ่งมันช่วยซ่อมแซมเส้นเลือดได้ ขณะนี้ ทีมนักวิจัย กำาลังจะทำาการทดสอบกับคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่ง เป็นโรคที่เกิดจากวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสม นักวิจัยยังได้ตั้งข้อสงสัยว่า ที่เค้าทำาการทดลองนั้น เป็นการให้วิตามินซีในปริมาณสูงฉีดเข้ากระแสเลือด แล้ววิตามินซี ทั่วไปที่มีขายตามท้องตลาด จะสามารถให้ผลประโยชน์อย่างเดียวกันได้หรือไม่ (Source: Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 2009; doi: 10.1210/jc.2009-0762).
มัชฌิมา ฮา รี โอ ม โ ยค ี ( นั่งล ้อม วงฟังป ระ สบ กา รณ ์อินเด ีย รุ ่นพี ่ไปเ รียนโย คะ ที ่อินเดี ย ) ชื่อหนังสือ ฮารี โอม โยคี ผูแต่ง จิรศักดิ์ ศรีพันธุ์เดช ้ สำานักพิมพ์ แพรว ราคา 140 บาท เห็นครูโยคะหลายคน เมื่อเรียนคอร์สครูหรือศึกษาที่เมืองไทยมาระยะนึงแล้ว หลายคนก็อยากไปเรียนเพิ่มเติมที่ อินเดียถิ่นต้นตำารับ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หาที่เรียนยังไง กินอยู่ยังไง เรียนสอนกันยังไง ส่วนใหญ่เราก็ใช้วิธี ถามพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เคยไปมา ให้ช่วยเล่าให้ฟัง วันนี้ลองเปลี่ยนจากฟัง มาเป็นอ่านดู ฮารี โอม โยคี คือหนังสือเล่าประสบการณ์ของการไปศึกษาโยคะเพิ่มเติมที่อินเดีย เขียนโดยครูศกดิ์ จิรศักดิ์ ศรีพันธ์ ั เดช เรียกว่า เราจะได้เห็นตั้งแต่วิวสองข้างระหว่างทางไปโรงเรียน จนกระทั่งห้องนอนของครูศักดิ์ (ที่โดนแมงป่องบุก) ที่โน่น กันเลยทีเดียว 20408605.doc 9
หนังสือเล่าถึง เนื้อหาการเรียนการสอน บรรยากาศของการเรียน เพื่อนร่วมชั้น กิจกรรมยามว่างที่เหล่าเพื่อนนักเรียน โยคะทำากันเวลาที่ไม่มีชั้นเรียน รวมถึงเรื่องราว และพฤติกรรม ตลกๆ ของเค้าเหล่านั้นด้วย ทำาให้เราได้เห็นภาพ และ บรรยากาศทั้งหมด เหมือนได้ร่วมเรียนไปกับครูศักดิ์เลย แม้หนังสือจะอยู่ในหมวดสารคดี แต่ก็เป็นสารคดีที่อ่านสนุก เพลินๆ เหมือนนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องในต่างแดน สถาบันฯ ที่ครูศักดิ์ไปเรียนนั้นคือ Yoga Vidya Gurukul อยู่เมืองนาสิก เป็นสถาบันฯ ที่มีคนไทยไปเรียนเยอะทีเดียว เพราะมีหลายหลักสูตรให้เลือกเรียน มีตั้งแต่ระยะสั้นๆ ไปจนถึงระยะยาว ในหมู่พวกเราครูของสถาบันโยคะวิชาการเอง ก็มครูหลายคนที่ไปศึกษาเพิ่มเติมที่อินเดีย ที่สถาบันไกวัลยธรรม ี (Kaivalyadhama Yoga Institute) น่าจะเอามาเขียนหนังสือบ้าง เพราะครูรุ่นใหม่ๆ ก็อยากไปเรียนอยู่เรื่อยๆ ถ้ามีหนังสือออก มาจะได้ส่งให้ไปอ่านศึกษากันได้เลย หรือทัวร์อินเดียที่สถาบันฯ จะจัดปลายปีนี้ หากมีใครช่วยเก็บภาพ บรรยากาศ ประวัติความเป็นมาของสถานที่ กลับ มาเขียนเป็นหนังสือ ให้พวกเราที่เหลือได้อ่านกันก็น่าจะดีไม่น้อย จะรออ่านค่ะ ปัจจ ัยเก ื้อหน ุนโยค ีใ ห้บ รร ลุไ กวัลย ์ วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี แปลและเรียบเรียง ใจความในตอนที่แล้วกล่าวถึงการพัฒนาจิตสำานึกในโยคะว่าพัฒนาจากขั้นหยาบไปสู่ขั้นที่ละเอียด โยคีผู้ฝึกจนเข้าสู่ ภาวะการหยุดประสบการณ์หรือความพึงพอใจของจิต จะหลอมรวมเข้ากับประกฤติเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และจะเกิดภาวะ ที่ก้าวพ้นไปจากร่างกายกล่าวคือความมีตัวตนจะหายไป อย่างไรก็ตามโยคีผู้ก้าวหน้าก็ไม่ควรติดอยู่กับสภาวะเช่นนี้และหลงไป ว่านี่เป็นจุดสุดท้ายหรือเป้าหมายของการเดินทางภายในของเขาแล้ว แต่ควรบำาเพ็ญเพียรต่อไปด้วยใจที่ตั้งมั่นจนบรรลุถึงเป้า หมายสูงสุดของโยคะ ปตัญชลีจึงแนะนำาในบทที่ ๑ ประโยคที่ ๒๐ ต่อไปถึงเหตุปัจจัยที่เป็นเครื่องเกื้อหนุนให้ผู้ฝึกโยคะสามารถ เดินทางไปได้อย่างต่อเนื่องจนเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดได้ ศรัท ธา ว ีร ยะ ส มฤต ิ ส มาธิ ป รัช ญา ปูร วก ะ อ ิตเ รษ าม 1 แปลว่า การเดินทางเข้าสู่ภายในหรืออันตรังค์ โยคะจะประสบผลสำาเร็จได้ด้วยความช่วยเหลือของสิ่งเหล่านี้ ได้แก่ ศรัทธาที่ตั้งมั่น ความเพียรที่สมำ่าเสมอ การระลึกได้ถึงเป้า หมายสูงสุด และความสามารถที่จะเข้าใจกระบวนการต่างๆ ของโยคะเช่น สมาธิ เป็นต้น โยคะสูตรประโยคนี้กล่าวถึงเงื่อนไข หรือปัจจัยที่จำาเป็นต้องมีก่อน (prerequisite) เพื่อนำาไปสู่ความสำาเร็จในแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยิ่งมีความจำาเป็น มากขึ้นเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แน่นอน และงดงามบนเส้นทางแห่งโยคะ ศรัทธาอันตั้งมั่นเป็นเงื่อนไขที่มาอันดับแรกในการเข้าถึงความสำาเร็จ หากเราทำาสิ่งใดแล้วมีความเชื่อความศรัทธาใน สิ่งนั้นเพียงครึ่ง(ใจ) และมีความลังเลใจอยู่มาก เราจะไม่ใส่ความพยายามเข้าไปทำาสิ่งนั้นด้วยความกระตือรือร้นและจริงใจอย่าง เต็มร้อย เป้าหมายแห่งความสำาเร็จจึงเป็นสิ่งที่ยังสงสัยไม่แน่ใจอยู่ ซึ่งโยคะสูตรในบทที่ ๑ ประโยคที่ ๓๐ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ความสงสัยเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งต่อความก้าวหน้าในโยคะ ความสำาเร็จยังจำาเป็นต้องมีความพยายามอย่างมีพลังด้วย ดังนั้นความเพียรหรือพลังจึงเป็นเงื่อนไขที่จำาเป็นซึ่งไปด้วย กันกับศรัทธาที่ตั้งมั่น ตราบใดที่ศรัทธายังตั้งมั่นตราบนั้นความเพียรก็จะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ บนเส้นทางแห่งโยคะนั้นความก้าวหน้าโดยตัวมันเองบางครั้งอาจจะเป็นเหตุให้เกิดการแทรกแซงขัดขวางได้ด้วย ผู้ฝึก โยคะที่เกิดความก้าวหน้าอย่างมาก เช่น เข้าถึงสภาวะของสิทธิ2 (siddhi) เขาอาจจะเดินออกนอกลู่นอกทางจากความเพียรที่ทำา อยู่และถูกชักนำาไปในทางที่ผิดโดยใช้การบรรลุถึงอภินิหารนั้นไปในเรื่องทางโลกซึ่งนั่นไม่ใช่ประโยชน์ตามแนวทางโยคะ ปตัญ
1
ในทางพุทธศาสนารู้จักกันในชื่อของพละ ๕ (หรือบางทีเรียกว่าอินทรีย์ ๕) หมายถึง เครื่องบำารุงให้เกิดกำาลังใจ ทำาให้ใจมีกำาลังแรงกล้า สามารถที่จะทำาให้ บรรลุมรรคผลนิพพานได้ พละ ๕ ประกอบด้วย ๑) ศรัทธา (ความเชื่อ) ๒) วิริยะ (ความเพียร) ๓) สติ (ความระลึกได้) ๔) สมาธิ (ความตั้งมั่นของจิต) และ ๕) ปัญญา (การรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง) ที่มา : http://www.thewayofdhamma.org/page3_2/patum75.html
2
สิทธิ (siddhi) หมายถึง พลังพิเศษ เช่น อนิมา (เป็นข้อแรกของสิทธิแปดอย่าง) หรือการกลายเป็นสิ่งที่เล็กที่สุด แม้แต่สิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ที่มา : Yoga Kosa (A Dictionary of Yoga Terms)
20408605.doc 10
ชลีจึงจำาเป็นต้องชี้แนะว่าผูฝึกโยคะควรจะรักษาความทรงจำานี้ให้คงอยู่เสมอๆ และคอยเตือนตัวเองหรือระลึกถึงเรื่องนี้อยู่บอยๆ ้ ่ ว่า เขาไม่ควรหลงยึดติดในทางที่ผิดและควรจะใส่ความเพียรมุ่งไปที่จุดเดียวอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดคือไกวัลยะ นี่เป็นสาระสำาคัญของคำาว่า สมฤติ ในโยคะสูตรประโยคนี้ อรรถกถาจารย์บางท่านได้ถือว่าคำาว่า สมาธิ และปรัชญา เป็นสองเงื่อนไขที่แยกจากกันเพื่อนำาไปสู่ความก้าวหน้าใน การปฏิบัติ แต่สมาธิซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของมรรควิถีของโยคะทั้ง ๘ เหตุใดจึงกลายเป็นเงื่อนไขที่จำาเป็นต้องมีก่อนเพื่อให้เกิด ความก้าวหน้าในโยคะ ดังนั้นอาจดีกว่ากระมังหากจะถือว่าถ้อยคำาทั้งสองนี้เป็นคำาผสมกัน (compound word) กล่าวคือ เป็นการเข้าใจคำานี้ในฐานะที่เป็น ปรัชญา (ความสามารถทางปัญญาพิเศษ) เพื่อเข้าใจกระบวนการของสมาธิ ถ้าผู้ฝึกไม่มีระดับ ปัญญาที่เพียงพอต่อการเข้าใจสิ่งที่ละเอียดอ่อนและกระบวนการอันค่อนข้างลึกลับของการฝึกสมาธิอย่างธยานะและสมาธิ(สอง ขั้นสุดท้ายของมรรค ๘ โยคะ) มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะฝึก(สมาธิ) นั่นคือเหตุผลที่ว่า ระดับของความเข้าใจจึงเป็นเงื่อนไข จำาเป็นต้องมีก่อนตามความหมายของคำาว่า สมาธิ-ปรัชญา ในตอนแรกเงื่อนไขจำาเป็นพื้นฐานเหล่านี้อาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญหรือโชค จึงอาจรูสึกว่าการได้มาซึ่ง ้ ศรัทธา วีรยะ หรือสมาธิ-ปรัชญา เป็นนิสัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำาหรับบางคน ในขณะที่คนอื่นๆ อาจไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่ผู้ ฝึกโยคะควรจะยอมรับในใจอย่างชัดเจนแน่นอนว่า เงื่อนไขจำาเป็นเหล่านี้สามารถที่จะฝึกฝนพัฒนาขึ้นมาได้ด้วยความตั้งใจ ก่อนที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะเข้าสู่วถีการปฏิบัติบนเส้นทางแห่งโยคะ เขาควรจะขจัดความสงสัยและลังเลใจเกี่ยวกับเส้นทางนี้ ิ ออกไปทั้งหมด หากเขาได้รับการโน้มน้าวให้เห็นถึงความสำาคัญและคุณค่าของการฝึกโยคะแล้วจากนั้นศรัทธาบนหนทางนี้ก็จะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ยิ่งบุคคลได้รับการโน้มน้าวให้เห็นถึงความสูงค่าของสิ่งนั้นมากเท่าใด ความตั้งมั่นในศรัทธา ของเขาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วยมากเพียงนั้น ถ้าเข้าใจได้อย่างถูกต้องโยคะก็ให้สิ่งมีค่าที่สุดนั่นคือ ความสุขและความสงบ อย่างสูงสุดและไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งมนุษย์ทุกผู้ทุกนามพยายามดิ้นรนแสวงหาไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ ศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่คลอนแคลนบนหนทางแห่งโยคะก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในจิตใจของผู้ฝึก วีรยะและสมฤติก็เช่นกันเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ด้วยความตั้งใจ ยิ่งมีความตั้งใจแรงกล้ามากเพียงใด วีรยะหรือ ความเพียรก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้นเพียงนั้น รวมทั้งสมฤติ (การระลึกได้ถึงเป้าหมายสูงสุด) ที่ไม่หวั่นไหว จังหวะก้าวเดินบนเส้น ทางแห่งโยคะจะดำาเนินไปสู่จุดสูงสุดได้ถ้าศรัทธาไม่หวั่นไหวด้วย เราอาจจะรู้สึกว่าระดับของความเข้าใจทางปัญญาที่จำาเป็นต่อการหยั่งรู้กระบวนการทางโยคะขั้นสูงนั้นอาจมีมาแต่ กำาเนิด และดังนั้นจึงเป็นความสามารถที่ได้มาโดยโชคชะตาวาสนาอำานวยให้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามระดับของความเข้าใจทาง ปัญญานี้ก็สามารถสร้างขึ้นได้โดยอาศัยความเพียรที่จริงใจและตั้งใจ การแสวงหาความเข้าใจทางปัญญาอันทรงพลังเพื่อบรรลุ เป้าหมาย ได้แก่ การอ่านตำารับตำาราที่เกี่ยวข้อง การฟังครู และการอภิปรายแลกเปลี่ยนและรับคำาแนะนำาจากเหล่าครูทั้งหลาย เป็นต้น คำาว่า อิตเรษาม หมายถึงผู้ฝึกปฏิบัติที่นอกเหนือจากผู้ที่ได้สภาวะของวิเทหะและประกฤติลยะ ซึ่งผู้ที่ได้สภาวะทั้งสอง นี้จัดอยู่ในประเภทของโยคีผก้าวหน้าขั้นสูง ตามการแปลความแบบแรกในโยคะสูตรประโยคที่ ๑๙ ที่ผ่านมาบอกว่า พวกเขา ู้ ต้องกลับมาเกิดใหม่และฝึกฝนต่อเนื่องจากเดิมในขั้นที่พวกเขาติดอยู่เพื่อให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้นบนหนทางโยคะ (ตามที่ได้ อธิบายไว้ในอธยายะที่ ๖ ของคัมภีร์คีตา) ดังนั้นบนเส้นทางเดินนี้มีเพียงหนทางเดียวที่ผู้ฝึกธรรมดาทั่วไปหรือแม้แต่โยคีผู้ ก้าวหน้าจะเข้าสู่ความสำาเร็จในโยคะได้ก็ด้วยเงื่อนไขจำาเป็นต้องมีก่อนทั้ง ๔ ประการข้างต้น ดังที่ได้กล่าวไว้ในโยคะสูตรบทที่ ๑ ประโยคที่ ๒๐ นั่นเอง อรรถกถาจารย์บางท่านได้สันนิษฐานว่า โยคะสูตรประโยคที่ ๑๙ และ ๒๐ ได้อธิบายถึงโยคีสองประเภทคือ ๑) ภว ปรัตยยะ หรือ มีมาตั้งแต่กำาเนิด ๒) อุปายปรัตยยะ หรือ เกิดขึ้นผ่านการใช้มรรควิถี (วิธีปฏิบัต) หรือผ่านการหมั่นฝึกฝนด้วย ิ ความเพียร แต่เนื่องจากความก้าวหน้าในโยคะตั้งแต่กำาเนิดนั้นเป็นเรื่องของโชคหรือความบังเอิญมากกว่า และจำานวนของผู้ที่ โชคดีเช่นนั้นก็มีเพียงเล็กน้อย จึงเป็นการไม่ถูกต้องนักที่จะแยกประเภทของโยคีเป็นสองกลุ่มแบบนี้ นอกจากนั้นตามความ เข้าใจและคำาอธิบายที่ให้ไว้ข้างต้นที่กล่าวว่า แม้แต่โยคีผู้มีประสบการณ์ติดตัวมาแต่กำาเนิดก็ยังต้องใช้ความเพียรในการฝึกฝน เพื่อก้าวต่อไปจากจุดที่เขาติดขัดอยู่ ดังนั้นการพากเพียรฝึกฝนจึงเป็นสิ่งที่แน่นอนเพียงอย่างเดียวและเป็นวิธีสุดท้ายไม่มีวิธีอื่น อีกที่จะนำาไปสูความสำาเร็จ ่ 20408605.doc 11
ในโยคะสูตรประโยคถัดไป (๒๑) กล่าวว่า ตีว ระ ส ั มเว คาน าม าสันน ะห์ แปลว่า การฝึกโยคะของผู้ที่มีความ เพียรอย่างแรงกล้าเช่นนี้ย่อมนำาไปสู่ความสำาเร็จได้โดยง่าย ประโยคที่ ๒๐ ถึง ๒๒ เป็นหลักความจริงที่สามารถนำาไปประยุกต์ใช้ได้กับเรื่องทั่วไปเพื่อเข้าถึงความสำาเร็จหรือความ สมบูรณ์ในการทำากิจกรรมด้านต่างๆ มีหลักฐานชัดเจนว่าความสำาเร็จในโยคะสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ความ แหลมคมและมีพลังที่มากกว่าก็คือ ความกระตือรือร้นหรือความมุ่งมั่นปรารถนาเพื่อสิ่งนั้น โยคะสูตรประโยคถัดไป (๒๒) กล่าวว่า มฤท ุ มั ธย าธิ มา ตรต วา ตตโ ต ป ิ วิเ ศษ ะห ์ แปลว่า การพัฒนาที่เกิด ขึ้นนั้นจะแตกต่างกันไปตามระดับความเข้มข้นของความเพียรอันแรงกล้า ตังแต่ระดับอ่อน ระดับกลาง และระดับสูงสุด ้ แม้ว่าผู้ฝึกจะมีความกระตือรือร้นและความปรารถนาอย่างแรงกล้า ถ้าไม่ได้ประกอบด้วยความเพียรอันเหมาะสมแล้ว ความสำาเร็จก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นความก้าวหน้าจึงขึ้นอยู่กับระดับของความเพียรที่ให้กับสิ่งนั้น นี่เป็นความจริงใน กรณีของการฝึกโยคะที่กล่าวไว้ในประโยคนี้ด้วย อรรถกถาจารย์ผู้ครำ่าหวอดในสมัยก่อนบางท่านได้ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของความก้าวหน้าทั้ง ๓ ระดับ คือ มฤทุ (ขั้นอ่อน) มัธยะ (ขั้นกลาง) และอธิมาตระ (ขั้นสูงสุด) โดยได้นำาเสนอความก้าวหน้าเป็น ๖ หรือ ๙ ระดับ อย่างไรก็ตามการแบ่ง เช่นนี้ก็เป็นความละเอียดที่ไม่จำาเป็น เพราะการแบ่งอย่างง่ายๆ ที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้นก็น่าจะเพียงพอโดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุม ่ คือ ตำ่ากว่าค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย และสูงกว่าค่าเฉลี่ย เอก สา รอ ้างอ ิง : ๑) Karambelkar, P. V., (1986). PA TA NJ AL A YO GA S UT RAS Sa ns krt a S utra s w ith T ra nslit erati on, Tr an slati on & C omm ent ary. Lonavla : Kaivalyadhama. ๒) Philosophico Literary Research Department, (1991). Yog a K os a. Lonavla : Kaivalyadhama. ๓) http://www.thewayofdhamma.org/page3_2/patum75.html (August 3, 2009)
ที่1
สดใส รวบรวม...คัดจาก แย้มยิม ยิมแย้ม มุกอันดามัน วารสารธรรมมาตา ปีที่3 เล่ม ้ ้
มุข คุ ณห มอ ชายคนหนึ่งไปหาหมอ เล่าอาการป่วยให้คุณหมอฟังว่า: คุณหมอครับ ผมเป็นอะไร ช่วยบอกให้รู้ทีเถิดครับ พักนี้กระผม ไม่ค่อยสบาย หายใจไม่ค่อยจะมีแรง มีอาการ มัวที่ตาซ้าย แล้วมันก็ย้ายไปตาขวา มันย้ายไปย้ายมาอยู่สองสามวัน มีอาการ ปวดที่ขมับซ้าย แล้วมันก็ย้ายไปขมับขวา มันย้ายไปย้ายมาอยู่สามสี่วัน มีอาการ หูอื้อข้างซ้าย แล้วมันก็ย้ายไปหูขวา มันย้ายไปย้ายมาอยู่สี่ห้าวัน มีอาการ เคล็ดที่ไหล่ซ้าย แล้วมันก็ย้ายไปไหล่ขวา มันย้ายไปย้ายมาอยู่ห้าหกวัน มีอาการ ปวดบั้นเอวซ้าย แล้วมันก็ย้ายไปเอวขวา มันย้ายไปย้ายมาอยู่หกเจ็ดวัน มีอาการ ปวดเข่าข้างซ้าย แล้วมันก็ย้ายไปเข่าขวา เดินยักไปยักมาอยู่เจ็ดแปดวัน มีอาการ จำาอะไรไม่ค่อยได้ ลืมมาลืมไปอยู่เป็นประจำา คุณหมอตอบว่า: บอกเอ๋ยบอกให้ อย่าสงสัยร่างกายให้มากหนา ที่ลุงเป็นเรียกว่าโรค “ชอ รอ อา” เดี๋ยวก็มาเดี๋ยวก็หายเป็นเช่นนั้น วิตามินเอาไปกินบำารุงได้ ออกกำาลังเสริมให้ ขมีขมัน ท่องคาถา “อนิจจา” ไว้ทุกวัน ดอกไม้จันทน์ใครส่งให้ หายขาดเอย นิย าม คว าม เป็นค รู 20408605.doc 12
พรรณ
เมื่อสมัยเด็กๆ พอมีคนถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ได้ยินเพื่อนๆ หลายคนตอบว่า “อยากเป็นครู” คาดว่าส่วนหนึ่ง คงมาจากเด็กๆ ได้มีโอกาสพบเห็นอาชีพไม่มากนัก ไม่รู้ว่ายังมีทางเลือกอีกมากมายในชีวิต เมื่อได้ใกล้ชิดกับครู และครูสร้าง ความประทับใจให้ ก็เลยรักครู อยากเป็นอย่างครูบ้าง แต่เมื่อฉันเติบโตขึ้นจนถึงวันที่ต้องเลือกทางเดินในการเรียนต่อ สอบเข้า มหาวิทยาลัย ภาพที่เห็นเกี่ยวกับอาชีพที่เพื่อนๆ อยากจะเป็น อยากจะสอบเข้าไปเรียนกลับกลายเป็นว่า ใครที่เรียนไม่เก่ง สอบเข้าอะไรไม่ได้ ก็เลือกครูไว้ตบท้ายกันพลาด ไม่มีใครอยากเป็นครูอย่างที่เคยได้ยินแจ่วๆ เมื่อสมัยเป็นเด็กกันอีกแล้ว อาชีพครูกลายเป็นเครื่องรองรับคนไม่มีทางไป ในตอนนั้นฉันเศร้ากับอนาคตของประเทศจริงๆ ว่าสมองของประเทศจะต้องอยู่ ในกำามือคนที่ไร้ความรู้ ความสามารถ และขอโทษเถอะ ไร้ความคิดพวกนี้น่ะหรือ แต่ฉันก็ไม่เคยมีซักครั้งเลยที่คิดอยากจะเป็น ครู ก็ฉันไม่ใช่คนไม่มีทางไปนี่นา นั่นไงความคิดของฉันเอง ก็ไม่ต่างไปจากหลายๆ คนในยุคสมัยนั้นเลย จนเมื่อฉันได้มีโอกาสเป็นนักวิจัย เมื่อได้ผลสำาเร็จออกมาในเชิงการนำาไปใช้งานฉันก็ต้องการอย่างมากที่จะบอกเล่าให้ ผู้คนที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ เข้าใจถึงสิ่งที่ฉันทำาแล้วนำาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ฉันมองภาพตัวเองว่าความเป็นครูจริงๆ คงหมายถึง ความปรารถนาดีๆ เหล่านี้นี่เอง ที่จะพาให้ผู้คนได้รับสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ของเขาเหล่านั้นเอง ของ ประเทศ ของใครๆ ก็ตาม โดยสิ่งที่จะถ่ายทอดไปต้องได้รับการยืนยันความถูกต้องอย่างแน่นอนแล้ว ฉันรู้สึกสุขใจที่ได้ถ่ายทอด ผลงานวิจัยให้เป็นที่รู้จัก นั่นคงเป็นความรู้สึกของครูที่ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของตนให้แก่ลูกศิษย์ วันเวลาผ่านพ้นไปวิถีชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไป เพราะการเป็นนักวิจัยกว่าจะได้เรื่องที่มีผลสรุปสักครั้งใช้เวลาถึงเกือบ 3 ปี แล้วคนที่จะนำาผลสรุปเหล่านี้ไปใช้ก็อยู่ในวงแคบๆ ฉันอยากให้งานของฉันขยายกว้างขึ้นเป็นรูปธรรมจับต้องได้มากขึ้นจึง เปลี่ยนไปทำางานเป็นวิทยากรที่ปรึกษาด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม คราวนี้ไม่ต้องเสียเวลายืนยันผลการวิจัยเองแล้ว เพราะ มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมมีคณะทำางานวิเคราะห์วิจัยกันมาจนเป็นมาตรฐานแล้ว เราเพียงแต่ศึกษาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง แม้เราจะไม่เคยลงมือทำากับสิ่งที่เราสอนเลย เราก็สามารถสอนคนอื่นให้ทำาได้ เช่น ขยะทิ้งปนกันทั้งขยะที่นำากลับไปใช้ได้ ทั้ง ขยะอันตราย ทำาให้กลายเป็นขยะอันตรายกันไปหมด แล้วกฎหมายก็บังคับให้ต้องกำาจัดขยะอันตรายเพื่อไม่ให้ไปปนเปือน ้ สภาวะแวดล้อม ฉันก็แค่อธิบายให้ผู้ที่ควบคุมขยะเหล่านั้นเข้าใจว่าเรื่องราวเป็นอย่างนี้ ข้อเสียจากการที่เราทิ้งรวมๆ กันมันเป็น อย่างนี้ เราต้องเสียเงินในการกำาจัดขยะอันตรายมาก ทั้งที่ถ้าเราแยกขยะที่ไม่อันตรายออกมาไม่ให้ถูกปนเปื้อนด้วยขยะ อันตราย เราก็ลดปริมาณสิ่งที่ต้องกำาจัดลงไปได้เยอะเลย แล้วยิ่งถ้าเราแยกเอาขยะที่นำากลับไปใช้ซำ้าได้ออกมา จะยิ่งได้ ประโยชน์ขึ้นมาอีก เพียงเท่านั้น ฉันไม่ต้องลงมือไปคุ้ยขยะเพื่อจัดการใดๆ ไม่ต้องมีระบบการจัดการขยะที่บ้านของตัวเอง ฉันก็ สามารถทำาให้ผู้เรียนนำาสิ่งที่ฉันสอนไปใช้เกิดประโยชน์แก่ตัวเขาได้ ด้วยความที่เขาเป็นผู้ที่รู้จักบริษัทของเขาดีที่สุด เข้าใจ ธรรมชาติและพฤติกรรมของพนักงานในบริษัทตัวเองดีกว่าเราซึ่งเป็นแค่คนนอก สารเคมีตัวนั้นต้องทำาลายความเป็นพิษด้วยวิธี นั้น ขยะกลุ่มนั้นสามารถลดปริมาณลงได้ตั้งแต่ในสายการผลิต พื้นที่บริเวณนี้เหมาะแก่การนำาขยะประเภทนี้ไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ได้ เจ้าของบริษัทและคณะทำางานของบริษัทซึ่งก็คือผู้เรียนของฉัน ต้องการแค่คนมาชี้ประเด็นในจุดที่ไม่เคยสังเกต เห็นมาก่อนแล้วเขาก็จัดการต่อเองโดยไม่ต้องการฉันอีกแล้ว ในตอนนั้นนิยามความเป็นครูของฉันเปลี่ยนไปอีกแล้ว เราไม่จำาเป็นต้องเชี่ยวชาญชำานาญในเรื่องนั้นที่สุด ไม่ต้องเคย ลงมือก็สามารถสอนคนอื่นให้ทำาได้ เปรียบเหมือนกับเราเป็นผู้เปิดไฟให้แสงสว่างเข้ามาในห้องมืด ภายในห้องนั้นอาจเต็มไป ด้วยทรัพย์สิน เครื่องเรือน ที่เจ้าของบ้านไม่เคยเห็น เพราะความมืด เขาก็เลยไม่เคยได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ เมื่อเราช่วย เขาเปิดไฟ เมื่อเขาเห็นแล้วว่าห้องที่เขามีอยู่มันสกปรก เขาอาจจะทำาความสะอาด เมื่อเขาเห็นว่ามีเครื่องเรือนที่ไม่เคยหยิบมา ใช้งานก็อาจหยิบมันออกมาใช้งาน ถ้าเขาเห็นแล้วไม่ลงมือทำาอะไรเลย ฉันก็มีหน้าที่ชี้ประโยชน์และโทษให้เห็น แต่จะลงมือทำา หรือไม่ลงมือทำาเป็นเรื่องของเขาเอง ฉันจับมือทำาแทนไม่ได้ นั่นเองหน้าที่ความเป็นครู ศึกษาเรียนรูในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ ้ เรียน แล้วหาวิธีการปลุกจิตสำานึกให้เขาเห็นในสิ่งที่มองข้ามไป ส่งเสริมกำาลังใจให้เขาคิดค้นวิธีการที่เหมาะกับเขาเอง แต่ต้อง ทำาใจเมื่อเขารู้แล้วยังไม่ทำา เพราะไม่มีใครทำาแทนใครได้ อย่าทำาตัวเองให้เศร้าหมอง ความสับสนเกิดขึ้นกับฉันเมื่อสิ่งที่ฉันสอนเปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เป็นวิทยากรด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว ชีวิตที่ ผกผันเปลี่ยนให้นักวิทยาศาสตร์อย่างฉันกลับกลายเป็นวิทยากรด้านบริหารจัดการ ไปสอนผู้บริหารให้บริหารองค์กร ฉันเห็น ความล้มเหลวในการสอนของตัวเอง นิยามความเป็นครูตามแบบเดิมที่ฉันมีมาก่อนหน้านี้สั่นคลอนลง เพราะไม่มีใครเชื่อถือ หลักการดีๆ ที่ฉันศึกษาเรียนรู้เพื่อมาบอกต่อแก่เขาอีกต่อไป เพราะอะไร ก็เพราะเขาไม่เชื่อถือฉันตั้งแต่ฉันยังไม่ทันอ้าปากพูด 20408605.doc 13
เลยด้วยซำ้า คนที่ไม่เคยเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำาเร็จ ไม่เคยเรียน MBA จะมาสอนคนที่เรียนจบมาแล้วได้อย่างไร จะมา สอนคนที่บริหารองค์กรจนกำาไรมาเป็นนานสองนานแล้วได้อย่างไร ฉันแก้ปัญหานี้ด้วยการไปลงทะเบียนเรียนปริญญาโทด้านการบริหารจัดการ แม้สิ่งที่ฉันสอนจะยังคงเป็นหลักการ เดียวกันกับตอนก่อนที่ฉันไปเรียน แต่กลับดูน่าเชื่อถือมากขึ้น คนเรียนเปิดใจฟังฉันมากขึ้น แต่ก็อาจไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะ ประสบการณ์การสอนในเรื่องนี้ของฉันก็พัฒนาขึ้น การเรียนรู้ในแต่ละครั้งที่เข้าไปช่วยประเมิน ช่วยวางแผนการทำางานให้กับ องค์กรต่างๆ ก็เพิ่มพูนขึ้น แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดีกรีปริญญาโท หรือการที่ได้รับตำาแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิจากสังคมก็มีผลด้วยส่วน หนึ่ง ผลจากการสอนด้านการบริหารจัดการทำาให้ฉันได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่ใครก็ได้ ไม่ใช่แค่ใครซักคนที่จะมาเปิดไฟแห่งการ เรียนรูในห้องแห่งปัญญาของผู้เรียนได้ คนคนนั้นต้องเป็นคนที่สร้างความยอมรับให้เข้าไปในห้องเสียก่อน จึงจะไปกดสวิทซ์เปิด ้ ไฟได้ ทำาอย่างไรให้ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องนั้นได้ ประวัติความเป็นมาของเขาเป็นใบเบิกทางที่ดี คนเราไม่ว่าจะไปทำาอะไรอยู่ ที่ไหน ประวัติชีวิตเขา ติดตามเขาไปทุกที่ ทำาวันนี้ให้ดี เพื่อมีประวัติที่ดี ไว้เป็นใบผ่านสูความเป็นครูที่ผู้เรียนเปิดใจรับฟัง ่ นานหลังจากนั้นมา พระอาจารย์ได้ให้โอกาสฉันไปคุยธรรมให้ผู้ที่มาทำาบุญระหว่างพระฉันเพล และให้ออกอากาศ รายการวิทยุชุมชน ฉันก็พูดคุยธรรมะตามทัศนะของฉันไป แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรูคือ “การทบทวนศีล” ของตัวเอง แล้วฉันก็ขอ ้ อนุญาตจากพระอาจารย์ว่าอย่าให้ฉันพูดธรรมะสอนใครๆ เลย เพราะฉันละอายใจมากที่สิ่งที่รู้ว่าดีๆ ทั้งหลายที่เราพูดสอนไป ตัวเราเองยังไม่ได้ทำา ยังทำาไม่ได้ แล้วก็ตั้งใจว่าจะไม่สอนธรรมะใครอีกจนกว่าจะปฏิบัติเองได้ดีพร้อม สอนตัวเองให้ได้ก่อน ค่อยไปสอนคนอื่น มาเรียนโยคะกับสถาบันโยคะวิชา เรียนเป็นครู และครูก็เปิดโอกาสให้ไปสอนโยคะ แต่เราก็ยังไม่สามารถสอนได้ ถ้า ให้เราไปสอนตามแบบที่ได้เรียนรู้มา เรียนมาอย่างไรก็สอนอย่างนั้น ก็คิดว่าทำาได้ แต่ที่บอกว่าไม่สามารถสอนได้ เพราะเรายัง ติดอยู่ที่นิยามความเป็นครูฉบับล่าสุดที่เรายึดไว้ว่า สอนต ัวเอง ให้ ได้ ก่อน ค ่อ ยไปส อนคนอื ่น ในตอนนี้ด้านร่างกาย ของตัวเองเราก็รู้สึกว่าเรียนรู้หาข้อสรุปใดๆ ไม่ได้อยู่เลย การต่อสู้กันระหว่างความรู้ที่สมอง กับกิเลสที่จิตใจ เกิดขึ้นตลอดเวลา จะดีแก่ร่างกายถ้าไม่ทำาอย่างนี้ อย่านะ อย่านะ อย่า บอกว่าอย่า เอาละสั่งร่างกายสำาเร็จครั้งที่ 1 อีกแป๊บนึงกิเลสตัวเก่าก็ออก มาใหม่อีกละ สมองสั่งอย่าทำา อย่าทำา อย่า เฮ้อ! แพ้กิเลสจนได้ แล้วบางทีที่สมองสั่งว่าทำาอย่างนี้แล้วจะดี พอดูผลครั้งที่ 1 ก็ใช่ นะ ครั้งที่ 2 อ้าว! ทำาไมเป็นอีกอย่างหนึ่งแล้ว ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้ว่าเรารู้จักมันน้อยเพียงใด แล้วจะเอาอะไรไปสอนได้ แล้วจะการ เรียนรู้ดานจิตใจ การเรียนรู้ด้านสังคม ยิ่งเรียน ยิ่งต้องยอมรับว่าเรารู้น้อยแค่ไหน จนเริมสงสัยว่า อัตตา กับ ความมั่นใจในตัว ้ ่ เอง มันเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไรนะ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันได้ทบทวนความเป็นครูอีกครั้ง เมื่อฉันเห็นว่ามีโรงเรียนที่ตั้งขึ้นเพื่อสอนเยาวชนให้มีคุณธรรม โดยไม่แสวงหาผลกำาไร ก็เกิดกิเลสอีกแล้ว อยากไปช่วยเขาสอน ก็เลยเขียนอีเมล์ไปขออาสาเป็นครูช่วยสอนให้ เพราะก็มีคน ชมบ่อยๆ ว่าทักษะในการสอนของเราสนุกสนาน น่าจะใช้ประโยชน์กับกลุ่มเยาวชนได้ดี เจ้าของโรงเรียนก็ตอบกลับมาว่าถ้าศีล บริสุทธิ์ก็มาช่วยสอนได้ ฉันก็รับไปตามตรงว่าศีลไม่บริสุทธิ์หรอก เพราะคำาว่าศีลบริสุทธิ์ของแต่ละชุมชนก็ตีความต่างกัน ฉันก็ ยังไปอุดหนุนร้านอาหารทะเลที่อาหารสดอร่อย แม้จะไม่ได้ชี้ว่าฆ่าตัวนี้มาให้ฉันที แต่พอเขาทำาอาหารสดอร่อย เรากินแล้ว มา กินซำ้า สังเพิ่ม เจ้าของร้านก็ยิ่งไปหาของสดๆ มาให้ลูกค้ากินอยู่แล้ว เจ้าของโรงเรียนก็เลยตอบกลับมาว่า สอนตัวเองให้ได้ก่อน ่ ค่อยไปสอนคนอื่น ศีลบริสุทธิ์เมื่อไรค่อยติดต่อเข้าไปใหม่ละกัน ย่อมดีมากแน่นอนที่เราบรรลุธรรมแล้วค่อยนำาสิ่งที่ผ่านการพิสูจน์จากเราไปสอนคนอื่น แต่จะหาคนที่บรรลุธรรมมา สอนผู้คนได้มากเพียงพอต่อความไม่รู้ของโลกนี้ได้อย่างไรกัน คนไม่รู้ที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ หรือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้แต่ต้องการผล ประโยชน์ก็ตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์สอนผู้คนเต็มไปหมด เมื่อนึกทบทวนมาถึงตรงนี้ฉันก็เลยได้นิยามของความเป็นครูของวันนี้ ว่า ต้องมีความปรารถนาดีต่อผู้เรียน (เหมือนตอนที่ฉันเอาผลงานวิจัยไปนำาเสนอ) แม้จะไม่ได้ลงมือทำาเองจนได้ผลกับตัวเอง แต่ศึกษาเรียนรูสิ่งที่จะสอนเต็มที่ ก็สามารถนำาไปกระตุ้น ปลุกเร้าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ แล้วนำาความรู้จากเราไปประยุกต์ ้ ใช้ได้ตามสภาพของแต่ละคน (เหมือนตอนที่สอนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม) ปฏิบัติตามวิถีที่เราจะไปสอนเขาตั้งแต่วันนี้ เพื่อ ให้มีประสบการณ์ตรงมากเพียงพอที่จะสร้างความยอมรับจากผู้เรียน ยิ่งได้มากยิ่งดี แต่ถึงไม่มากก็ต้องสั่งสมเอา (เหมือนตอนที่ ไปสอนด้านการบริหารจัดการ) แต่ฉันจะไม่รอให้ตัวเองสมบูรณ์แบบเสียก่อนจึงเริ่มสอนคนแล้ว เพราะยิ่งไม่พาตัวเองเข้าไปสู่ ความละอายใจ วินัยก็เลยบางเบา Tomorrow Never Come ไม่มีวันที่ฉันจะสมบูรณ์แบบ อย่างไรฉันก็ต้องมีโอกาสพัฒนา 20408605.doc 14
ปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าวันนี้อยู่เสมอ พรุ่งนี้ฉันจะต้องดีกว่าวันนี้ทุกวัน ยังมีคนที่มศักยภาพ เสมือนบ้านมืดที่เต็มไปด้วยทรัพย์สินที่ ี เขามองไม่เห็นอีกมาก ถ้าฉันไม่เป็นส่วนหนึ่งในการไปเปิดไฟในจิตสำานึกของเขาคิดดูว่าช่างน่าเสียดายโอกาสในการนำา ทรัพย์สินในบ้านไปทำาให้เกิดประโยชน์ขนาดไหน ฉันจะใช้ความละอายใจเป็นตัวผลักดันให้ฉันพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น เร็วขึ้น ฉันจะเป็นครู ปล . นิยามในวันนี้เกิดขึ้น แล้วก็อาจเปลี่ยนไป ใครจะรู้ว่านิยามตอนฉันอายุ 70 ปี จะออกมารูปแบบไหน
ช่อทิพย์ สมิทธินันต์ ได้อ่านข้อเขียนของคุณธีรเดช ในคอลัมน์โยคะวิถี ฉบับเดือนมิถุนายน 2552 เกี่ยวกับการฝึกสูรยนมัสการ มีความ รู้สกเห็นภาพพจน์อย่างชัดเจน ทำาให้นึกถึงตนเองเมื่อเริมฝึกจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณได้ 5 ปีแล้ว จึงอยากมีส่วนเล่าจาก ึ ่ ประสบการณ์ของตนเอง เมื่อเริ่มต้นฝึกท่าไหว้พระอาทิตย์ ควรจะต้องมีครูสอนที่ดีคอยดูแล และแก้ไขจุดบกพร่องขณะฝึกอย่างเข้มงวด ครูจะ แนะนำาให้ผฝึกฟังอย่างมีสมาธิและทำาตามที่ครูพูด ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำาตามที่ครูบอกอย่างเดียวพอ ทำาเท่าที่ทำาได้ โดยยังไม่ ู้ ต้องพะวงในเรื่องการหายใจ (ปล่อยให้การหายใจเป็นไปตามธรรมชาติก่อนซึ่งโดยปกติก็จะสอดคล้องกับหลักการใหญ่ๆในการ ฝึกโยคะอยู่แล้ว คือในท่าแอ่นตัวก็หายใจเข้า ส่วนในท่าก้มตัวก็หายใจออก) ในช่วงแรกๆ ครูจะให้ทำาแค่ 6 รอบ โดยครูจะเป็นผู้บอกให้ทำาท่าโดยตลอด เมื่อทำาตามครูบอกไปเรื่อยๆ ประมาณ 45 วันก็จะเริ่มจำาท่าต่างๆได้เองโดยอัตโนมัติ จนสามารถทำาได้เองโดยครูไม่ต้องบอกท่า และสามารถทำาได้จนครบ 12 รอบ เมื่อเราสามารถจำาท่าต่างๆได้หมดแล้วเราจึงมาลงเช็คดูในรายละเอียดว่าในแต่ละท่วงท่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน เช่น เวลาชูแขนขึ้นเหนือศรีษะ ก็ต้องพยายามให้แขนยืดตรงข้อศอกไม่งอและให้แขนแนบหู เน้นเรื่องการดูลมหายใจให้ถูกต้องคือ หายใจเข้าลึก หายใจออกยาว เป็นต้น การไหว้พระอาทิตย์นับว่าเป็นการอุ่นเครื่องที่ดีเยี่ยม และมีความจำาเป็นก่อนการ ฝึกท่าอาสนะต่างๆ และในกรณีที่เรามีเวลาน้อยการไหว้พระอาทิตย์ 12 รอบ ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 20 นาที ก็เป็นการได้ยืด เส้นยืดสายที่เพียงพอจะทำาให้เลือดลมเดินได้สะดวก รู้สึกเบาสบายตัว ยิ่งถ้าได้ทำาอย่างเข้มข้นคือ ได้ยืดเหยียดในแต่ละท่าให้ สุดๆในทุกครั้ง ซึ่งกว่าตนเองจะมีความรู้สึกเหยียดยืดได้สุดๆในแต่ละท่าของการไหว้พระอาทิตย์ก็เพิ่งจะเป็นมาเมื่อไม่นานมา นี้เอง คือย่างเข้าปีที่ห้าของการฝึกโยคะ ท่าไหว้พระอาทิตย์นี้เป็นท่าที่ไม่ยากจนเกินไป ผู้ที่มร่างกายปกติสามารถทำาได้ทุกคน ยิ่งได้ทำาบ่อยๆ ก็จะสามารถ ี พัฒนาไปได้เรื่อยๆ ในทรรศนะของตนเองนั้น จริงๆแล้วความยากของการฝึกโยคะไม่ได้อยู่ที่ท่วงท่าของอาสนะ หากแต่อยู่ที่ กา รรั กษ าร ะดับ คว าม สมำ่าเ สม อของการฝึกว่าจะสามารถทำาได้อย่างยั่งยืนเพียงใด ตนเองมีความพยายามฝึกอย่างสมำ่าเสมอมีวินัยในตนเอง ในการฝึกโยคะทุกครั้งจะต้องเริ่มต้นด้วยการไหว้พระอาทิตย์ 12 รอบก่อน ต่อจากนั้นก็จะฝึกอาสนะอื่นๆ จะฝึกทุกวันในตอนเช้าเวลาประมาณตีสี่ครึ่งถึงหกโมงเช้า ในวันเสาร์ก็จะใช้เวลาฝึก นานหน่อยให้ครบกระบวนซึ่งจะกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จะหยุดฝึกวันเดียวคือวันอาทิตย์ เรียกว่าการฝึกโยคะเป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิตประจำาวันไปแล้ว นึกเสียว่าการฝึกโยคะก็คือการกินยาวิเศษช่วยบำารุงร่างกายทุกครั้งที่ทำาโดยไม่ต้องไปเสียเงินซื้อหา สามารถผลิตยาบำารุงร่างกายได้ด้วยตัวเอง คิดได้อย่างนี้แล้วก็ทำาให้มีกำาลังใจทำาไปเรื่อยๆ ยิ่งทำาก็ยิ่งพัฒนา มีความรู้สึกดื่มดำ่า สงบสุขในแต่ละท่วงท่าของการฝึกอาสนะยิ่งนัก บี นี่ก็ผ่านวันเข้าพรรษามาได้ 7 วัน ซึ่งเมื่อเทศกาลบุญนี้มาถึงพวกเราหลายๆ ท่านก็มักจะเจอกับคำาถามที่ว่า “ไปทำาบุญ ที่วัดไหนดี?” หรือไม่ก็ “ ซื้ออะไรไปถวายพระกันดี...เข้าพรรษาก็ต้องผ้าอาบนำ้าฝนสิ..เอ! หรือจีวรท่าจะดีนะ” ซึ่งตัวเองก็เป็น อีกคนหนึ่งที่พอเข้าพรรษาก็จะต้องไปซื้อเทียนพรรษา ผ้าไตรจีวร แล้วก็รวบรวมเพื่อนๆ หลายคนที่มีจิตศรัทธาฝากทำาบุญซึ่ง ส่วนมากจะฝากเป็นเทียนพรรษาและผ้าไตรจีวร และแถมเพื่อนที่ยังโสด ทั้งกำาชับแล้วกำาชับอีกว่า เวลาถวายเทียนห้ามแยกคู่
20408605.doc 15 เข ้าพ รร ษา แล ะ ชี วิต หลังอบ รม คอ ร์ สค รูโย คะ
ว่ าด ้วยก าร ฝึ กสู รยน มั สก าร
เทียนนะ!! (แต่เอ! นี่ก็ผ่านมาหลายพรรษาแล้วก็ยังไม่ได้ผลแฮะ) เข้าพรรษานี้ก็เช่นเคย แต่เป็นความโชคดีที่มีโอกาสได้กราบ เรียนพระอาจารย์ที่นับถือก่อนไปทำาบุญ (ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ คือท่านพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ) ว่า “ เข้าพรรษานี้ นะคะ หนูกับเพือนๆ จะไปทำาบุญที่วัดพระอาจารย์ ( ตอนนี้ท่านจำาพรรษาที่วัดบางปลากด รังสิตคลอง 14) จะถวายเทียน ่ พรรษากับผ้าไตรจีวร ก็เลยจะกราบเรียนถามหากพระอาจารย์มีอะไรแนะนำาค่ะ” พระอาจารย์ฯ ได้กรุณาแนะนำาว่าผ้าไตร จีวร ส่วนมาก วัดทั่วไปไม่ค่อยขาดแคลน และจีวรผืนหนึ่งพระก็ใช้ได้เกือบ 4 ปี เทียนพรรษาก็เช่นกัน และท่านก็แนะนำาเกี่ยวกับ ส่วนที่พระขาดแคลนอาจจะเป็นโคมไฟซึ่งไว้ใช้อ่านหนังสือก็ได้ ซึ่งท่านก็บอกว่าแล้วแต่โยมสะดวก ก็เลยมานั่งนึกกันกับเพื่อนๆ ว่าเคยมีคนโพสต์ 10 อันดับของสังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด ใน internet ก็เลยนำาสรุปมาแบ่งปันนะคะ (หลายๆ ท่านอาจจะทราบแล้ว ขออนุญาตฉายซำ้านะคะ) 1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำาหนดนัดหมายต่างๆ 2. ใบมีดโกนตราขนนก (Feather) หรือ ยี่ห้อยินเลส ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้ 3. ผ้าไตรจีวร ที่มีความยาวพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม 4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ ที่เป็นทางกุศล การรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง จะได้สาธก ยกตัวอย่าง ให้ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง 5. รองเท้า ซึ่งก็เป็นสิ่งจำาเป็นทีพระท่านใช้ ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะคะ สังเกตให้ดีล่ะ ว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากัน ่ หรือเปล่า 6. ยาหลักๆ ที่จำาเป็น ยาสามัญประจำาบ้าน แก้ปวดหัว ปวดท้อง แก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาใส่แผล 7. ผ้าขนหนูคุณภาพดีสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้ 8. คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ เช่น แผ่น CD, รวมทั้งเครื่องเล่น MP3 แบบที่ใช้ถ่านได้ด้วย กรณีถวายพระวัดป่าที่ท่านไม่มีไฟฟ้าที่ กุฏิ อย่าลืม down load ธรรมบรรยายของครูบาอาจารย์ใส่ไป ให้ท่านได้ฟัง ศึกษา และปฏิบัติ 9. นำ้ายาเช็ดพื้น สำาหรับถูกุฏิ ศาลา อุโบสถ 10. แชมพูยา ที่มส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำาว่า 'Scalp' เป็นสำาคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ ี ก็มกจะเป็นพวก แชมพูขจัดรังแค อย่างคลินิค, แพนทีน, Head & Shoulder, ไนโซรัล เป็นต้น ั ซึ่งวันนั้นตัวเองและเพื่อนๆ ก็ได้ถวาย สมุดหลายๆ ขนาด, ชุดเข็มและด้าย กรรไกร (อันนี้ก็น่าสนใจนะคะ) และโคม ไฟสำาหรับอ่านหนังสือ พระท่านก็มีวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นโอกาสสำาคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำาพรรษารวมกัน เพื่อ ศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประ สบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย แล้วตัวเราเองล่ะ จำาได้เลยว่าหลังออกจากค่ายอบรมครูโยคะ วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2552 (ผ่านไป 3 เดือนกว่าๆครบรอบ ไตรมาสพอดี) ตัวเรามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง นึกถึงวันที่กรอกใบสมัคร กรอกความคาดหวังในการอบรมครั้งนี้ ว่าอยาก เรียน อยากรู้อะไรบ้าง 1 เรื่องท่าโยคะอาสนะ ท่าพื้นฐานเบื้องต้นที่ถูกต้อง และสามารถกลับไปฝึกปฏิบัติเองได้ 2 เรื่องเทคนิคการหายใจ การหายใจเบื้องต้นที่ถูกต้อง 3 เรื่องสุขภาพ / ร่างกาย ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ 4 เรื่องอารมณ์ / จิตใจ จิตใจแจ่มใสและตั้งมั่นขึ้น 5 เรื่องสมาธิ / ปัญญา คิดว่าน่าจะฝึกควบคู่กับการทำาวิปัสสนาได้ดี วันที่ออกจากค่ายครูวันแรกนะ ทั้ง 5 ข้อเนี่ยเป็นไปได้แน่ๆ แถมยังมี เพื่อนๆ และคนในที่ทำางานมารอให้สอนหลายๆ คนเลยนะ วางแผนทำาตารางสอน บ้างก้อไปเกณฑ์คนมาแล้ว ตัวเอง ก้อยังไม่กล้าสอนนะคะ บอกเค้าว่า “ รอก่อนนะ ขอฟิต ร่างกายก่อนนะ รอก่อนนะ” มาจนถึงวันนี้ แฮะๆ ครูบีก้อยังไม่ฟิตซักที นักเรียนก้อ ร๊อ รอ...แฮะๆ ไม่มีคำาแก้ตัวดีกว่า (อาย จัง! ครูคะ หนูจะพยายามปรับปรุงตัวค่ะ) ช่วงแรกๆ ที่ออกจากค่าย ตื่นมาทำาอาสนะแต่เช้ามืด ทำาแล้วรู้สึก สบาย ผ่อนคลาย ใช้แรงแต่น้อย (และ ง่วง เอ้ย! ไม่ใช่ค่ะง่วงก่อนทำาค่ะ) วันไหนที่ได้ทำาอาสนะช่วงเช้าเป็นวันที่รู้สกว่า เรารักตัวเองอย่างถูกต้อง ใส่ใจกับตัวเอง กำาลังมอบสิ่งดีดี ึ ให้รางกายและจิตใจ เป็นวันที่เรียกได้ว่า เช้าดี ฤกษ์ดี อรุณดี วันนี้เป็นวันที่ดี มีพลัง พร้อมรับมีกับสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในแต่ละ ่ 20408605.doc 16
วัน ส่วนวันที่ไม่ได้ทำา ก็มักจะมีข้ออ้างกับตัวเองว่า เหนื่อย เพลีย ไม่สบาย เราต้องพักผ่อนเยอะๆ ซึ่งจริงๆ แล้วก้อเกิดจากการ ที่ปล่อยกาย ปล่อยใจ ไปดูทีวีบ้าง เล่น internet บ้าง (มัวแต่ไปรู้เรื่องชาวบ้าน) ชีวิตที่ผ่านไปแบบนี้ วันแล้ววันเล่า ก็ได้แต่ทำา อาสนะบ้างเล็กๆ น้อยๆ จนเกิดสะดุดกับตัวเอง ตอนเข้าพรรษานี้แหละค่ะ พระท่านก็ยังต้องทบทวนตัวเอง แล้วเราล่ะ.... เข้าพรรษานี้ ขอให้เวลากับตัวเอง ฝึกอาสนะและเข้าถึงวิถีแห่งโยคะ (เอาแค่ ยมะ และนิยมะให้บริบรูณ์ก่อนแล้วกันนะ คะ) แล้วจะมารายงานผลหลังออกพรรษานะคะ
สุปราณี พันธุ์ชัย ดิฉันนางสุปราณี พันธุ์ชัย อายุ 52 ปี ได้รับการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษในปี 2532 หลังจากนั้นในปี 2541 ป่วยด้วย โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และรักษาด้วยวิธีตัดกระเพาะและม้ามทิ้งทั้งหมด แล้วต่อหลอดอาหารเข้ากับลำาไส้เล็ก และ 2 ปีถัด มาก็ตัดมดลูกพร้อมรังไข่ เป็นผลให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพที่เลวร้ายมาก กำาลังใจที่ได้รับจากครอบครัวและกัลยาณมิตร ทำาให้ตั้งสติได้และหาทางที่จะฟื้นฟูตัวเอง แนวทางธรรมชาติบำาบัด เป็นสิ่งที่ได้ตัดสินใจใช้เป็นหนทางเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น ณ จุดนี้เองทำาให้ดิฉันได้รู้จัก กับโยคะ ซึ่งได้ปฏิบัติร่วมกับวิธีธรรมชาติบำาบัดอื่นๆ และทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายกับชีวิตของตนเอง จาก ร่างกายที่นำ้าหนักได้สูญหายไป 10 กิโลกรัม ภายใน 2 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ปริมาณลมในท้องมากมายที่เกิดขึ้นทุกครั้งหลังรับ ประทานอาหาร และคงอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน ไม่สามารถระบายออกได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรอหรือผายลม จึงต้องผ่อน คลายความอึดอัดด้วยวิธีทำาดีท็อกซ์แบบสวนทวารทุกวัน การกลืนอาหารติดขัด เกิดความสับสนกับอาการหิวที่ได้เปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม เจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องกลืนกินอาหาร เรี่ยวแรงน้อยลง หน้าซีด ความจำาขาดหายเป็นช่วงๆ เช่นพูดแล้วลืม นึกถึงสิ่ง ที่ต้องการทำาไม่ได้ ส่วนสภาพจิตใจที่ทุกข์จากสภาพร่างกายที่เกิดขึ้น สภาพทางสังคมที่เปลียนแปลงไป ทำาให้จิตใจท้อแท้สิ้น ่ หวัง หลังจากเริมฝึกโยคะร่วมกับแนวทางธรรมชาติบำาบัดอื่นๆ นำ้าหนักตัวขยับเพิ่มมากขึ้นจนเท่ากับก่อนการผ่าตัดและมี ่ แนวโน้มที่จะมากขึ้น มีเรี่ยวแรงขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น (มากกว่าเดิมด้วยค่ะ) ระบบการย่อยตอบสนองดีขึ้น สามารถเรอ ผายลมออกได้ดี ความอึดอัดน้อยลง สีหน้าดูมีเลือดฝาด สดใสขึ้น สมองแจ่มใส เมื่อร่างกายเริ่มดีขึ้น จิตใจที่เป็นทุกข์จาก ร่างกายก็หมดไป ณ จุดนี้สามารถพูดได้ว่า ผลของความอดทนตั้งใจที่จะฟื้นฟูสุขภาพตนเองโดยใช้โยคะเป็นเครื่องมือร่วมกับ แนวทางธรรมชาติบำาบัดอื่นๆ ได้สัมฤทธิ์ผลเกินคาด เพราะนอกจากจะได้ร่างกายใหม่ (ที่ดูดีกว่าเดิม) สภาพจิตใจที่เข้มแข็ง รู้จักตนเองมากขึ้น ดำาเนินชีวิตอย่างถูกต้องมากขึ้น (ดูจากทุกข์ที่น้อยลง) เป็นข้อสรุปที่คุ้มค่าจริงๆ และปัจจัยที่ทำาให้สิ่งดีๆ เหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับตนเองก็คือความตั้งใจของครูโยคะที่ได้อบรมสั่งสอน ชี้แนวทางปฏิบัติที่ถกต้องให้ ดิฉันจึงขอกราบอา ู ราธณาคุณพระศรีรตนตรัยและผลกรรมดีนี้เป็นอานิสงส์ ส่งให้ครูได้ประสบผลสำาเร็จตามที่ปรารถนาทุกประการด้วยค่ะ ั
โร ค โย คะ แล ะ ธร รม ชา ติบำา บั ด
20408605.doc 17
Attachment
Size
0908.doc
336 KB
แสดงความคิดเห็น
อ่านจำนวน 552 ครั้ง